คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก ๒ คน ได้บังอาจร่วมกันฉุดคร่าพรากนางสาวโสภา คำแก้ว ผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปจากความปกครองของนางสาวผิว คำแก้ว ผู้ปกครอง โดยนางสาวโสภา คำแก้ว ไม่เต็มใจไปด้วยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ ข้อ ๑๒
จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลได้เรียกนางสาวโสภา คำแก้ว ผู้เสียหายไปสอบถาม นางสาวโสภาผู้เสียหายแถลงว่าตนเองเต็มใจไปกับจำเลย เพื่ออยู่กินเป็นสามีภริยากัน โดยมิได้ถูกฉุดคร่าแต่อย่างใด ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสและขณะนี้มีบุตรกับจำเลยหนึ่งคน โจทก์แถลงขอสืบพยานต่อไป
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีก และคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าคดีฟังได้ว่า นางสาวโสภา คำแก้ว ได้ยินยอมไปกับจำเลย เพื่ออยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยสมัครใจ คดีจึงขาดองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลย และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยนำพยานเข้าสืบ เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ต่อไป ต่อจากนั้นศาลจึงจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยาน คำแถลงของผู้เสียหายไม่ใช่คำพยานที่ได้มาจากการนำสืบและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะวินิจฉัยและรับฟังเป็นยุติ เพราะโจทก์ยังติดใจสืบพยานอยู่ ดังนั้น การที่ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยจากคำแถลงของผู้เสียหายว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นจึงยังไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
Result
พิพากษายืน