Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2517/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โทษจำคุกที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับมีกำหนดเวลาเพียง 3 เดือน หรือน้อยกว่าดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 ต้องถือเอาโทษจำคุกที่ศาลลง ในแต่ละกระทงความผิด จะรวมโทษจำคุกทุกกระทงความผิดในคดีนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิด ให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจยกโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 55 ได้ จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องแล้ว คำแก้ฎีกาของจำเลยเมื่อเป็นการขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขพ.ศ. 2535 มาตรา 33, 45, 71, 80, 89 และ 90 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 5/2512 เรื่อง เพิ่มเติมการค้าบางประเภทเป็นการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2512 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2526 ข้อ 4(81) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83และ 91จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตา 33 วรรคหนึ่ง 45, 71, 80, 89และ 90 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 5/2512 เรื่อง เพิ่มเติมการค้าบางประเภทเป็นการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

เรื่อง การควบคุมการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2526 ข้อ 4(81) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 เรียงกระทงลงโทษฐานดำเนินกิจการค้าควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือนปรับคนละ 8,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จำคุกคนละ 4 เดือนปรับคนละ 8,000 บาท และปรับคนละ 200 บาท ต่อวัน เป็นเวลา148 วัน เป็นเงิน 29,600 บาท รวมจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 45,600 บาท

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 22,800 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกโทษจำคุก และให้ลงโทษปรับสถานเบาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาในข้อกฎหมายของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องโทษรวม 2 กระทงจำคุกเกิน 3 เดือน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกโทษจำคุกจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิด 2 กระทงต่างกรรมกัน คือฐานดำเนินกิจการค้าควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่ง และฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งแต่ละกระทงเป็นความผิดที่บริบูรณ์ครบถ้วนในตัวเองและเป็นการกระทำความผิดโดยจำเลยมีเจตนาต่างกัน โจทก์สามารถแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมาเป็นคดีแต่ละกระทงได้ ซึ่งหากโจทก์แยกฟ้องมาเป็นรายคดีแต่ละกระทง เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดกระทงที่ฟ้องมาในคดีหนึ่ง ๆ ไม่เกิน3 เดือน ดังเช่นที่ได้พิพากษาลงโทษมาสำหรับความผิดกระทงหนึ่ง ๆในคดีนี้ ศาลย่อมใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงหรือจะยกโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเสียก็ได้โทษจำคุกที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับมีกำหนดเวลาเพียง 3 เดือน หรือน้อยกว่าดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 นั้น

ต้องถือเอาโทษจำคุกที่ศาลลงในแต่ละกระทงความผิด จะรวมโทษจำคุกทุกกระทงความผิดในคดีนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในแต่ละกระทงความผิดให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือนศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจยกโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 ได้ส่วนที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาขอให้ลงโทษปรับกระทงละไม่เกิน1,000 บาท โดยอ้างว่าแม้จำเลยที่ 2 จะมีจักรเย็บผ้าเกิน 5 เครื่องแต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้จักรดังกล่าวประกอบการค้าทั้ง 5 เครื่องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองและเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
บุรินทร์ โชคเกิด · บุญธรรม อยู่พุก · ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1566/2543

ความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง(2)และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง กับความผิดฐานมีไว้ใ…

Supreme Court Judgment No. 164/2553

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบหลายกรรมต่างกัน ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องในแต่ละกระทงมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุก…

Supreme Court Judgment No. 7295/2553

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 6 ซอง น้ำหนักสุทธิ 6.859 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.655 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎ…

Supreme Court Judgment No. 7242/2553

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐาน…

Supreme Court Judgment No. 9889/2552

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึง 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up