Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2533/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า ศ. นำโฉนดที่ดินที่พิพาทไปมอบให้จำเลยเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม 1,500,000 บาท เป็นการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฉนดที่ดินที่พิพาทมาอย่างไร โดยมิได้อ้างถึงหนังสือสัญญากู้เงินและมิได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินมาแสดง แม้จะมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินที่ระบุว่ามอบโฉนดที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่ ศ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ค้างชำระอยู่ มิใช่หนี้ตามสัญญากู้ยืมที่มีการออกเช็คนั้นชำระหนี้ จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 656 มาปรับใช้ได้ ความตกลงในการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 53 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจที่มีเฉพาะลายมือชื่อของโจทก์ไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เป็นการปลอมเอกสาร แล้วจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปใช้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของจำลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์พานางศิริจิตต์ เล็บสิงห์ บุตรโจทก์มากู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อนำไปลงทุนประกอบธุรกิจ ทุกครั้งที่นางศิริจิตต์กู้ยืมเงินจากจำเลยจะออกเช็คชำระหนี้เงินกู้มอบให้จำเลยไว้ รวมยอดเงินตามเช็คจำนวน 1,500,000 บาท นางศิริจิตต์ไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทวงถาม นางศิริจิตต์ผัดผ่อน ต่อมานางศิริจิตต์นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่กรอกข้อความสมบูรณ์แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการกับสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ที่มีลายมือชื่อโจทก์รับรองไว้มามอบให้จำเลยโดยแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ด้วยการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตีใช้หนี้แก่จำเลยแทนนางศิริจิตต์ จำเลยตกลงจึงนำเอกสารที่นางศิริจิตต์มอบให้ไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยโดยสุจริต นิติกรรมการขายที่ดินจึงสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการสมรู้กับนางศิริจิตต์ด้วยการแสดงเจตนาลวงแก่จำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางศิริจิตต์ เล็บสิงห์ บุตรโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยและได้นำโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ไปมอบให้จำเลย ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อมอบอำนาจไว้แล้ว สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์ เอกสารหมาย ล.2 จ.4 และ จ.6 ตามลำดับ ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้แก่จำเลย ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ

ล.3 ตามลำดับ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มิได้มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเป็นฝ่ายใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจนได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท โดยโจทก์ยกขึ้นอ้างประการแรกว่า ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2540 นางศิริรัตต์นำโฉนดที่ดินที่พิพาทไปมอบให้จำเลยเพื่อโอนชำระหนี้เงินยืม 1,500,000 บาท นั้น เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 ซึ่งระบุว่านางศิริจิตต์ได้มอบโฉนดที่ดินที่พิพาทให้จำเลยถือไว้เป็นประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2538 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานบุคคลของจำเลยในเรื่องนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่า การนำสืบของจำเลยดังกล่าว เป็นการนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฉนดที่ดินพิพาทมาอย่างไร โดยมิได้อ้างหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 และมิได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดง ดังนั้นแม้จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.8 ก็ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานบุคคลของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว และเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวประกอบคำเบิกความของนางศิริจิตต์ที่รับว่าได้รับมอบโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย

จ.1 ให้แก่จำเลยด้วยแล้ว ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า นางศิริจิตต์มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยเมื่อใดแน่ก็ไม่เป็นสาระที่ควรจะวินิจฉัยอีกต่อไป ที่โจทก์อ้างประการต่อมาว่า การโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.3 นั้น เป็นนิติกรรมอำพรางการโอนชำระหนี้ระหว่างนางศิริจิตต์กับจำเลย แต่ทั้งสองฝ่ายหาได้ตีราคาท้องตลาดของที่ดินพิพาทเพื่อการชำระหนี้กันไม่ การโอนชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 นั้น แม้โจทก์มิได้กล่าวอ้างปัญหาตามที่ฎีกามาในฟ้อง จึงไม่มีประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แต่เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 656 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมกัน และผู้ให้กู้ยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังตามข้อต่อสู้ของจำเลยมีว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่นางศิริจิตต์ค้างชำระอยู่หลายฉบับ มิใช่หนี้ตามสัญญากู้ยืม ดังนี้ จึงไม่อาจนำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ความตกลงในการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทมีราคาท้องตลาดเท่าใดในเวลาและ ณ สถานที่ที่ส่งมอบอีกต่อไป"

Result

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลย.

Matter details

Panel of judges
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5689/2537

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 30,000 บาทจำเลยนำสืบว่า ในการกู้ยืมนี้จำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนและผ่อนชำระให้โจทก์แล้วเดือนละ 1,500 บาท โดยเป็นเงินต้นจำนวน 600 บาทและดอก…

Supreme Court Judgment No. 1582/2524

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติห้ามการนำสืบเฉพาะกรณีการใช้เงิน ไม่ห้ามการนำสืบกรณีใช้ทรัพย์สินอย่างอื่นชำระหนี้แทนเงิน มาตรา 321 จึงบัญญัติว่าถ้าเจ้าหนี้ยอมชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้…

Supreme Court Judgment No. 1496/2503

ทำหนังสือสัญญากู้เงินกัน แล้วต่อมาตกลงชำระหนี้ด้วยทรัพย์อย่างอื่น แม้จะมิได้ทำหลักฐานการชำระหนี้หรือเวนคืนหรือแทงเพิกถอนหนังสือสัญญากู้ก็ย่อมนำสืบการชำระหนี้เช่นนั้นได้

Supreme Court Judgment No. 841/2503

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์จริง แต่ได้ชำระเงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์จำเลยตกลงกันว่า โจทก์จะเป็นผู้รับเงินค่าจ้…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up