Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2561/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การปรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าจะเข้าลักษณะมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง โดยโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่จำเลยได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติให้ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น หากกรรมการของบริษัทกระทำการในขอบอำนาจของบริษัท การกระทำของกรรมการย่อมผูกพันบริษัทซึ่งเป็นตัวการ กรรมการไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ในการทำธุรกรรมทางการเงินส่อไปในทางไม่โปร่งใส โดยมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 12,913,063.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ในต้นเงิน 8,490,046 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกัน ในชั้นนี้ฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยทำสัญญากับผู้ประกอบการโรงแรมหรือผู้ให้บริการห้องพักเพื่อขายห้องพักต่อให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยรับจัดหาห้องพักให้แก่นักท่องเที่ยวทางอินเทอร์เน็ต และมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นอาของจำเลยที่ 2 ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามรับผิดตามมูลหนี้ละเมิดและอุทธรณ์ของโจทก์นอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า การปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจะเข้าลักษณะตามมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง แต่โจทก์ต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็เพียงพอแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวโดยให้บริการห้องพักเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการสำรองห้องพักทางอินเทอร์เน็ตและมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน

จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการจำเลยที่ 3 มีเจตนาทุจริตในการทำธุรกรรมกับโจทก์กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสนอบริการห้องพักในโรงแรมต่าง ๆ แก่นักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์เมื่อนักท่องเที่ยวขอจองห้องพัก จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แจ้งความประสงค์ขอจองห้องพักจากโจทก์อีกทอดหนึ่ง เมื่อโจทก์ตกลงจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้นักท่องเที่ยวชำระเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งให้โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ในชื่อจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์ชำระค่าห้องแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

ทำให้โจทก์เสียหายโดยระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการห้องพักแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วเรียกเก็บเงินค่าบริการจองห้องพักจากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระรวมเป็นเงิน 8,490,046 บาท จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าห้องพักดังกล่าวพร้อมค่าปรับและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระ นั้น จึงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ต้องการแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นตัวการที่แท้จริงตามสัญญาให้บริการจองห้องพักของโจทก์และใช้ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้บริการของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักแล้ว และศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายถึงความรับผิดในส่วนนี้ได้ หาใช่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้สัญญาให้บริการจองห้องพักตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เมื่อคู่ความต่างสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย

โจทก์ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อจำเลยที่ 3 ติดต่อจองห้องพักกับโจทก์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้นข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2557 โจทก์ตกลงให้บริการจองห้องพักแก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนติดต่อขอจองและใช้บริการรวม 223 รายการ เป็นเงิน 8,490,046 บาท และโจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการห้องพักครบถ้วนแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 เคยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ค้างชำระระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2557 เป็นเงิน 574,928 บาท

ยังคงค้างชำระตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง โจทก์พยายามทวงถามแล้วแต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามจำนวนดังกล่าว คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพัก โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และใช้หลายที่อยู่ (e-mail address) แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่เคยติดต่อจองห้องพักกับโจทก์เลยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์รับว่าเคยประกอบธุรกิจลักษณะเดียวกับจำเลยที่ 3 ในนามบริษัท 247 สยาม

จำกัด กับโจทก์ โดยใช้โทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) อีกทั้งยอมรับว่าเคยติดต่อทำธุรกิจกับโจทก์ผ่านนางสาวปฐมาทางโทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) โดยไม่เคยพบหน้ากัน เมื่อการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ของแต่ละคนมักจะใช้ในลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งตามปกติทั่วไปจะต้องมีรหัสผ่านหรือ Password ของตนเองที่บุคคลอื่นไม่อาจรู้ได้ถ้าเจ้าของมิได้ยินยอมให้เข้าใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) นั้น แต่ปรากฏว่ามีการจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) มีที่อยู่ (e-mail address) ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตนเองรวมอยู่ด้วย ในการติดต่อจองห้องพัก ประกอบกับนางสาวปฐมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า

ช่วงต้นปี 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557 พยานและทีมงานได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าบริการที่ค้างชำระ โดยพยานติดต่อกับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และยังแจ้งว่าเหตุที่ยังไม่ชำระเพราะนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจโรงแรมที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเมื่อธนาคารอนุมัติประมาณปลายเดือนเมษายน 2557 จะชำระให้ก่อน 5,000,000 บาท แต่ก็ไม่ชำระและไม่ได้รับการติดต่ออีก ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมของจำเลยที่ 1 ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่ามีอยู่จริง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความเป็นภาษาอังกฤษตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และลงชื่อผู้เขียนข้อความว่า

Ms.Nam หรือ "น้ำ" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่าจำเลยที่ 2 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่กลับเป็นจำเลยที่ 1 พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ จึงเชื่อว่าการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ต่าง ๆ ตามที่โจทก์นำสืบ เป็นการติดต่อโดยจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ที่ค้างชำระร่วมกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นนอกจากนางสาวปฐมา กรรมการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สั่งจองห้องพักโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) แล้ว

ยังปรากฏว่าภายหลังที่โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ในเดือนมกราคม 2557 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 574,928 บาท ให้โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมติดต่อใช้บริการจองห้องพักกับโจทก์ในนามจำเลยที่ 3 และแม้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า "ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน" ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 กระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 3 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด

มีวัตถุประสงค์ให้บริการจองห้องพักทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะต้องมีธุรกรรมทางการเงินในการประกอบธุรกิจ แต่กลับไม่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารใดเลย เพื่อจะใช้รองรับธุรกรรมทางการเงินของจำเลยที่ 3 คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 ใช้บัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ในการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการประกอบธุรกิจและส่อไปในทางไม่โปร่งใส เพราะไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชีในการทำงบดุลประจำปีของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทได้ ทั้งปรากฏตามสำเนาบัญชีว่ามีเงินเข้าออกในบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวตลอดเวลาและเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นรายได้และรายจ่ายของจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 2 สามารถเบิกจ่ายโดยง่ายเพียงคนเดียวและไม่ต้องลงรายการบัญชีรายรับรายจ่ายของจำเลยที่ 3 ทั้งที่จำเลยที่ 3 มีภาระหนี้สินกับโจทก์

การกระทำของจำเลยที่ 2 มุ่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคลภายนอกและหากโจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจบังคับคดีจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้เพียงพอกับจำนวนหนี้ ดังปรากฏตามสำเนางบการเงินที่มีทรัพย์สินไม่มาก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวตามฟ้องเช่นกัน อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในส่วนของค่าปรับสำหรับการชำระเงินล่าช้าว่ามีต่อกันอย่างไร หรือมีประเพณีทางธุรกิจประเภทนี้สำหรับการชำระเงินล่าช้ากันอย่างไรบ้าง จึงไม่อาจเรียกค่าปรับในส่วนนี้ได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์และไม่ปรากฏว่าหนี้เงินดังกล่าวรวมดอกเบี้ยไว้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,790,933.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 8,490,046 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 35,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

Matter details

Panel of judges
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ · วัชรินทร์ สุขเกื้อ ·
Lower court
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชวลิต อิศรเดช
Supreme Court black case no.
พ.695/2562
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4549/2545

ฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัท ว. จำกัด มี ม. เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 โจทก์ท…

Supreme Court Judgment No. 2466/2542

โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องแล้วว่า จำเลยทั้งห้าตกลงร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ แต่ในระหว่างจำเลยทั้งห้าจะตกลงรับผิดอย่างไรไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายข้อตกลงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งห้าสามา…

Supreme Court Judgment No. 1204/2541

โจทก์ฟ้องระบุค่าเสียหายไว้ตามรายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่าเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการเป็นหนี้แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์เป็นอย่างดี ส่วนค่าเสียหายดังกล่าวกร…

Supreme Court Judgment No. 3963/2536

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 2และเป็นผู้ควบคุมเรือของจำเลยที่ 2 โดยประมาท ถอยหลังมาชนเรือของโจทก์เสียหายทั้งสองลำ จำเลยที่ 1 กระทำในกิจการของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมก…

Supreme Court Judgment No. 500/2530

เช็คพิพาทออกให้แก่ผู้ถือ ผู้ใดครอบครองเช็คนั้น ในเบื้องต้นต้องถือว่า เป็นผู้ทรงเช็คนั้นโดยชอบ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้เช็คมาจากผู้ใดและในฐานะอย่างไร ทั้งฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้แล้วว่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up