คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างโดยประมาท ชนรถโจทก์เสียหาย และนายพัฒน์ โชติบุตรลูกจ้างโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้นายพัฒน์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 เป็นเงิน 2,200 บาท จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3, 4 ขอให้บังคับจำเลยร่วมกันใช้เงิน 2,200 บาทให้โจทก์จำเลยที่ 1, 2, 4 ต่อสู้ปฏิเสธความรับผิด จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาคดีมีปัญหาว่า ในกรณีที่นายพัฒน์ลูกจ้างของโจทก์ประสบอันตรายในขณะปฏิบัติงานให้โจทก์โดยการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่นายพัฒน์ลูกจ้างของโจทก์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนฯ ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม2501 นั้น
โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินที่โจทก์ต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่ลูกจ้างของโจทก์หรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจตนารมณ์ของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 19เพื่อมิให้ใช้พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2499 เป็นเครื่องมือยุยงส่งเสริมให้เกิดความร้าวรานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ทำลายความเห็นใจและการประนีประนอมระหว่างกัน จึงกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนที่ลูกจ้างได้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างหรือเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้เป็นกฎหมายพิเศษใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับบุคคลภายนอกเลย ไม่มีกฎหมายให้สิทธิโจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องผู้ทำละเมิดต่อลูกจ้างให้ชดใช้เงินประเภทนี้ได้
ฉะนั้น การที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทดแทน 2,200 บาท ให้นายพัฒน์ลูกจ้างไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยผู้เป็นบุคคลภายนอก ทั้งนี้ เทียบได้กับกรณีที่ข้าราชการของรัฐถูกรถชนตาย รัฐต้องจ่ายบำเหน็จบำนาญไป แต่รัฐไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินจำนวนนี้จากผู้ทำละเมิดได้อีกทั้งกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรงกฎหมายที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่มีด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน