คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 264, 268, 341, 90, 91จำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องฐานฉ้อโกงด้วยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก,269 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) ด้วย แต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 264 และ 268 เป็นความผิดหลายกรรม ขอให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทุกกรรม จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และ268 วรรคแรก
ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก หรือไม่ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 264 วรรคแรก และ 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะฟ้องนางสมพิศฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและนายสมศักดิ์ฐานฉ้อโกง ก่อนเกิดเหตุคดีนี้มีผู้แนะนำโจทก์ร่วมให้รู้จักจำเลย จำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าจำเลยมีอาชีพทนายความต่อมาโจทก์ร่วมพบกับจำเลยอีกโจทก์ร่วมจึงปรึกษาจำเลยเรื่องจะดำเนินคดีแก่นางสมพิศและนายสมศักดิ์ในฐานความผิดดังกล่าวจำเลยเรียกค่าจ้างว่าความ 12,000 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมได้มอบสำเนาเช็ค ใบรับเงินพร้อมเอกสารอื่นเกี่ยวกับคดีและค่าจ้างว่าความ12,000 บาท ให้แก่จำเลยหลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน
จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วมว่าได้ฟ้องนางสมพิศและนายสมศักดิ์แล้ว และนัดโจทก์ร่วมไปพบ เมื่อโจทก์ร่วมไปพบจำเลย จำเลยได้มอบสำเนาคำฟ้องนางสมพิศและนายสมศักดิ์ให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมตรวจดูสำเนาคำฟ้องไม่เห็นมีตราประทับของศาลจึงไปปรึกษานายวีระทนายความ หลังจากนั้นโจทก์ร่วมและนายวีระได้ไปตรวจสอบหลักฐานที่ศาลอาญา ปรากฏว่าหมายเลขคดีดำตามสำเนาคำฟ้องที่จำเลยมอบให้โจทก์ร่วมนั้น จำเลยเป็นบุคคลอื่นไม่ใช่นางสมพิศและนายสมศักดิ์สำเนาคำฟ้องที่จำเลยมอบให้โจทก์ร่วมเป็นเอกสารปลอม และเมื่อโจทก์ร่วมและนายวีระไปตรวจสอบประวัติจำเลยที่สภาทนายความปรากฏว่าจำเลยไม่ได้จดทะเบียนเป็นทนายความ ในปัญหาว่าจำเลยปลอมเอกสารสำเนาคำฟ้องนางสมพิศและนายสมศักดิ์หรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วฟังว่าจำเลยปลอมสำเนาคำฟ้องนางสมพิศและนายสมศักดิ์จริง
จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารและเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วม จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมด้วยแต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว มีเหตุเกี่ยวเนื่องจากการที่จำเลยรับจะดำเนินคดีให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยไม่สามารถดำเนินคดีให้โจทก์ร่วมได้ จำเลยจึงมีเจตนาที่แท้จริงคือปลอมเอกสารสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเพื่อแสดงให้โจทก์ร่วมเห็นว่า จำเลยได้ดำเนินการตามที่จำเลยได้หลอกลวงโจทก์ร่วมไว้เพื่อฉ้อโกงเอาเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง แม้การกระทำจะต่างวาระกันก็ตามการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90พิพากษายืน