คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้เงิน 370,493.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ประมาทเลินเล่อเอง ขอให้ยกฟ้องวันชี้สองสถาน จำเลยขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า อายุความตามฟ้องจะต้องนับตั้งแต่วันที่จำเลยปล่อยให้สัญญาที่จำเลยทำกับเกษตรกรขาดอายุความ คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า
โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายโดยนำปุ๋ยเคมี เครื่องสูบน้ำ เครื่องมือปราบศัตรูข้าว เครื่องทุ่นแรง และเงินหมุนเวียนของโจทก์ไปให้เกษตรกร ซื้อ เช่าซื้อ หรือยืม โดยจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายและสัญญายืมเงิน แล้วจำเลยลงชื่อในสัญญาในฐานะผู้เช่าซื้อ ผู้ซื้อหรือผู้ยืมแทนบ้าง และไม่ได้ให้ผู้เช่าซื้อผู้ซื้อหรือผู้ยืมลงลายมือชื่อในสัญญาบ้างตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ2.18 เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถบังคับตามสัญญาได้นั้นเห็นได้ว่า การที่จำเลยลงชื่อแทนเกษตรกรก็ดี หรือไม่ได้ให้เกษตรกรลงชื่อก็ดี เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายนับแต่วันที่จำเลยมอบสิ่งขอหรือเงินให้แก่เกษตรกรไปตั้งแต่วันทำสัญญา จึงต้องถือว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับตั้งแต่วันทำสัญญาดังกล่าวแล้ว
เมื่อปี พ.ศ.2510 ถึงปี พ.ศ. 2515 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วส่วนฟ้องข้อ 2.19 และข้อ 2.20 ที่กล่าวว่าจำเลยประมาทเลินเล่อไม่ติดตามเรียกเงินคืนจากผู้ยืมเงินจนหนี้ขาดอายุความ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 19 และ 20 ก็ปรากฏว่าในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ยืมชำระเงินคืนงวดสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2518 จำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามทวงถาม ตั้งแต่วันที่ผู้ยืมผิดสัญญาไม่ชำระเงินคืน เมื่อจำเลยไม่ติดตามทวงถามเงินคืน ทำให้โจทก์เสียหายก็ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วอายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยไม่ติดตามทวงถามเงินคืนจากผู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2518 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์ทุกข้อจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.