Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2599/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยจัดทำและพิมพ์เอกสารที่เรียกว่าจดหมายเปิดผนึกโดยมีข้อความตอนแรกว่า 'สืบเนื่องจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ... ย้ายผู้ว่าการประปานครหลวงรองผู้ว่าการบริการและรองผู้ว่าการวิชาการ(ซึ่งหมายถึงโจทก์ทั้งสาม) ไปประจำกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากบริหารงานการประปานครหลวงผิดพลาดล้มเหลวและพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สู้ดี ไม่สามารถขจัดการสูญเสียน้ำประปา 48เปอร์เซ็นต์ได้' กับตอนที่สองว่า 'การย้ายฝ่ายบริหารชุดดำเนินงานผิดพลาดไปประจำกระทรวงมหาดไทยโดยมิได้ปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้พรรคพวกเส้นสาย บริวารเก่าๆ ยังมีความคิดว่าเจ้านายตัวเองจะต้องกลับมาบริหารงานในตำแหน่งเดิมอีก และได้มีการวิ่งเต้นกลุ่มการเมืองเพื่อขอกลับมามีอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์' ข้อความตอนแรก จำเลยเพียงแต่เท้าความถึงเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ย้ายโจทก์ทั้งสามไปประจำกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากโจทก์บริหารงานผิดพลาดล้มเหลว ส่วนที่ว่าพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สู้ดีอาจมีความหมายว่าหมายถึงโจทก์ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามรับพนักงานใหม่ตามที่จำเลยนำสืบ จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามทุจริต สำหรับข้อความตอนที่สอง จำเลยมิได้กล่าวยืนยันว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้วิ่งเต้นเพื่อกลับมาแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสาม.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59, 83, 320, 328 คำสั้งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 7, 8

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่าเดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ว่าการการประปานครหลวง ส่วนโจทก์ที่ 2ที่ 3 เป็นรองผู้ว่าการบริการและวิชาการตามลำดับ จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทสหภาพแรงงาน มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์ของการประปานครหลวงและประชาชน จำเลยที่ 2เป็นประธานของสหภาพแรงงานจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม2525 กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามไปปฏิบัติราชการที่กระทรวงมหาดไทยและตั้งผู้รักษาการแทน ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 19 เมษายน 2525 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจัดทำและพิมพ์เอกสารเรียกว่าจดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 โดยจำเลยที่ 2 ลงชื่อและประทับตราจำเลยที่ 1 มีข้อความในวรรคแรกกล่าวถึงการทำงานของโจทก์ว่าบริหารงานการประปานครหลวงล้มเหลว และมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สู้ดี และวรรคที่สองมีข้อความว่าโจทก์วิ่งเต้นกลุมการเมืองเพื่อกลับมามีอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์จากหน้าที่การงานโดยไม่ชอบอีกนอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังให้สัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์เป็นการเผยแพร่ข้อความในเอกสารดังกล่าวด้วย

พิเคราะห์แล้วมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสามดังฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทตามฟ้องก็คือข้อความในเอกสารหมาย จ.1 อันมีอยู่ 2 ตอน ตอนแรกในเอกสารหมาย จ.1 วรรคแรกมีว่า 'สืบเนื่องจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ...ย้ายผู้ว่าการประปานครหลวงรองผู้ว่าการบริการและรองผู้ว่าการวิชาการ ไปประจำกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากบริหารงานการประปานครหลวงผิดพลาดล้มเหลว และพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สู้ดี ไม่สามารถขจัดการสูญเสียน้ำประปา 48 เปอร์เซ็นต์ ได้' กับตอนที่สองซึ่งเป็นวรรคสองของเอกสารหมาย จ.1 มีว่า 'การย้ายฝ่ายบริหารชุดดำเนินงานผิดพลาดไปประจำกระทรวงมหาดไทยโดยมิได้ปลดออกจากตำแหน่ง

ทำให้พรรคพวก เส้นสาย บริวารเก่าๆ ยังมีความคิดว่าเจ้านายตัวเองจะต้องกลับมาบริหารงานในตำแหน่งเดิมอีก และได้มีการวิ่งเต้นกลุ่มการเมืองเพื่อขอกลับมามีอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์'ซึ่งโจทก์ทั้งสามฎีกาว่าข้อความทั้ง 2 ตอนนี้เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม อันน่าจะทำให้โจทก์ทั้งสามเสียชื่อเสียถูกดูหมิ่น หรือถูกเกบียดชัง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานหมิ่นประมาท นั้น ได้พิจารณาข้อความที่กล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า ข้อความตอนแรกจำเลยทั้งสองเพียงแต่กล่าวเท้าความถึงเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ย้ายโจทก์ทั้งสามไปประจำกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากโจทก์ทั้งสามบริหารงานผิดพลาดล้มเหลว ส่วนที่ว่ามีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สู้ดีนั้น

จำเลยทั้งสองนำสืบว่าหมายถึงโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามรับพนักงานใหม่ โดยโจทก์ทั้งสามก็ยังฝ่าฝืนจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นอีก และบกพร่องการงานในหน้าที่หลายอย่างเสียหายแก่ทางราชการอย่างมาก จนต่อมาโจทก์ที่ 2ที่ 3 ถูกให้ออกจากงานฐานบกพร่องในหน้าที่ตามคำสั่งการประปานครหลวงตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.2 ตามลำดับ ดังนี้ข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ตอนแรกอาจมีความหมายดังจำเลยนำสืบได้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามทุจริตดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกา ส่วนในตอนที่สองที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่าจำเลยทั้งสองหาว่าโจทก์ทั้งสามวิ่งเต้นกลุ่มนักการเมืองเพื่อขอกลับมามีอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองอีก

ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหายนั้น เห็นว่า เมื่ออ่านข้อความตั้งแต่เริ่มต้นของตอนที่สองนี้ที่ว่า การที่ย้ายโจทก์ทั้งสามไปประจำกระทรวงมหาดไทยโดยมิได้ปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้พรรคพวก เส้นสาย บริวาร เก่าๆ ยังมีความคิดว่าเจ้านายของตัวเองจะต้องกลับมาบริหารงานในตำแหน่งเดิมอีกและได้มีการวิ่งเต้นกลุ่มนักการเมือง...จะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวยืนยันเลยว่าโจทก์ทั้งสามวิ่งเต้นนักการเมืองเพื่อกลับมามีอำนาจอีกและจะแปลว่าหมายถึงโจทก์ทั้งสามเป็นผู้วิ่งเต้นก็ไม่ได้ แต่ตรงกันข้าม ข้อความก่อนหน้านั้นทำให้เห็นว่า ผู้ที่วิ่งเต้นนักการเมืองนั้นก็คือพรรคพวกหรือบริวารเก่าๆ ของโจทก์ทั้งสามนั่นเอง โดยหวังจะให้โจทก์ทั้งสามกลับมามีอำนาจในการประปานครหลวงอีก เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งก็มิได้กล่าวให้ชัดว่าใครเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์นั้นอาจหมายถึงพรรคพวกของโจทก์ทั้งสามก็ได้ และอาจเป็นผลประโยชน์โดยชอบก็ได้

มิได้หมายความว่าโจทก์ทั้งสามวิ่งเต้นเพื่อกลับมาแสวงหาประโยชน์อันมิชอบดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกาเสมอไปนอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังนำสืบด้วยว่าสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นมีบางคนเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยและพรรคการเมืองอื่น จำเลยเห็นว่าข่าวที่ได้รับมาว่ามีการวิ่งเต้นนักการเมืองนั้นมีมูล ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่พอฟังว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสามต่อบุคคลที่สาม สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการที่สองที่ว่า การจัดพิมพ์และเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่เป็นการเสนอข้อความโดยสุจริต เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนและประชาชนตามคลองธรรมและศาลอุทธรณ์ได้หยิบยกเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้จัดพิมพ์เอกสารหมาย

จ.1 ออกเผยแพร่แล้วมาวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่พอฟังว่าเป็นการใส่ความโจทก์ทั้งสามต่อบุคคลที่สามเสียแล้วปัญหาตามข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสามย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ทั้งสามแต่ประการใด จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...'

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ธีรศักดิ์ กรรณสูต · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ถวิล ทองสว่างรัตน์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5796/2567

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชน…

Supreme Court Judgment No. 1351/2567

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงนครสวรรค์เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2097/2563 ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่ง ป.อ. มาตรา 328 มีระวางโทษเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อยื…

Supreme Court Judgment No. 406/2567

ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิ…

Supreme Court Judgment No. 3870/2562

โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งห้าร้องเรียนโจทก์ว่าทุจริตต่อหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ประกอบกับได้ความจากคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่า เคยเรียกโจทก์และจำเลยทั้งห้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ยในปี 2557 เ…

Supreme Court Judgment No. 6794/2561

ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 เป็นค…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up