Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2647/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เจ้าของที่ดินคนเดิมได้แสดงเจตนายกที่ดินพิพาทของตนบางส่วนให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไปแล้วก่อนที่โจทก์ซื้อมา การที่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้าของเดิมปลูกสร้างอาคารและรั้วในที่พิพาทจึงเป็นการกระทำโดย ปราศจากสิทธิที่จะอ้างได้โดยชอบ และทำให้โจทก์เสียหาย เพราะปิดบังหน้าที่ดินและทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ที่จะไปสู่ถนนใหญ่ จึงต้องรื้อถอนออกไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ กับนายดำรง อัตนวานิชสามีเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ ได้ทำสัญญาจะซื้อขายให้โจทก์ทั้งสาม ต่อมาได้ออกโฉนด ลงชื่อนายดำรง อัตนวานิช ผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ ทางการออกโฉนดที่ ๑๑๐๗๘ ให้ระบุเขตที่ดินทิศเหนือว่าจดถนนสายการบินพลเรือน นายดำรง อัตนวานิช ได้จดทะเบียนขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๐๖ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓ โจทก์ที่ ๑ ไปดูที่ดินพบว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคาร ๒ หลังและสร้างรั้วปิดกั้นที่ดินทั้งแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ราคาตกและไม่มีทางเข้าออกสู่ถนน ขาดรายได้จากการที่จะมีผู้มาขอเช่าที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนโรงเรือนของตนออกไปจากหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสามซึ่งอยู่ติดถนนสายการบินพลเรือนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ และชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายวัน จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนโรงเรือนของตนออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินโฉนดที่ ๑๑๐๗๘ ทิศเหนือไม่ได้ติดกับถนนสายการบินพลเรือน แต่ติดกับที่ดินของนายดำรง อัตนวานิช ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ อาคารและรั้วตามฟ้องจำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างในที่ดินของนายดำรง อัตนวานิช บิดาจำเลยที่ ๒ นายดำรง อัตนวานิชถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกและเป็นเจ้าของที่ดินส่วนนี้มีสิทธิปลูกอาคารและรั้วได้ เดิมถนนสายการบินพลเรือนกันที่ดินไว้กว้างกว่าปัจจุบัน ต่อมาภายหลังกรมการบินพาณิชย์กันที่ดินเพื่อใช้ทำถนนเพียง ๑๔ เมตร ที่ดินส่วนที่เหลือจึงเป็นของเจ้าของเดิม คือนายดำรง อัตนวานิช โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินจึงยังไม่เสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนอาคารโรงเรือนและรั้วออกไปจากบริเวณเส้นประสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทหมาย ป.จ.๑๓ ซึ่งอยู่หน้าบริเวณเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามตามโฉนดที่ดินหมาย จ.๓ และหมาย จ.๗ ให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓ เป็นต้นไปให้แก่โจทก์ทั้งสาม จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนอาคารโรงเรือนและรั้วออกไปจากบริเวณเขตหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมที่พิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนายดำรง อัตนวานิช สามีจำเลยที่ ๑ และเป็นบิดาของจำเลยที่ ๒ ต่อมากรมการบินพาณิชย์ได้ซื้อที่ดินซึ่งอยู่ข้างใน จึงได้เจรจาขอแบ่งที่ดินจากเจ้าของที่ดินเพื่อทำถนนเชื่อม เจ้าของที่ดินทุกรายตกลงแบ่งที่ดินให้ทำถนนดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๐๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้กับโจทก์ที่ ๑ ระบุเขตที่ดินว่า ทิศเหนือจดถนนวิทยุการบินพลเรือน นายดำรงได้ขอรังวัดออกโฉนดที่พิพาท ทางการออกโฉนดที่ ๑๑๐๗๘ ให้เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๐๖ ระบุเขตที่ดินทิศเหนือและทิศตะวันตกว่าจดถนนสาธารณประโยชน์ นายดำรงได้จดทะเบียนขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๑๖ โจทก์ทั้งสามได้ขอแบ่งแยกที่ดินออกไปอีก ๓ แปลง

แปลงทางทิศเหนือเป็นของโจทก์ที่ ๑ โฉนดที่ ๑๖๒๘๒ ระบุเขตที่ดิน ทิศเหนือว่าจดถนนสายการบินพลเรือน แปลงกลางเป็นของโจทก์ที่ ๓ โฉนดที่ ๑๖๒๘๑ แปลงทางทิศใต้เป็นของโจทก์ที่ ๒ โฉนดที่ ๑๖๒๘๐ ส่วนที่ดินโฉนดเดิมคงมีชื่อโจทก์ทั้งสามถือกรรมสิทธิ์และมีเนื้อที่เหลือ ๒ งาน ๒๖ ตารางวาเป็นถนนติดที่ดินที่แบ่งไปทั้งสามแปลงเชื่อมกับถนนสายการบินพลเรือนทางทิศเหนือต่อมาวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๒ กรมการบินพาณิชย์มีหนังสือแจ้งนายอำเภอเมืองสมุทรปราการว่า ที่ดินที่ราษฎรรวม ๙ ราย มอบให้ทางราชการกรมการบินพาณิชย์ทำถนนนั้นใช้ทำถนนกว้าง ๑๓ เมตร ที่เหลือคงเป็นของเจ้าของเดิม จึงมีที่ว่างระหว่างถนนกับเขตที่ดินโฉนดที่ ๑๖๒๘๒ ของโจทก์ที่ ๑ และที่ดินโฉนดที่ ๑๑๐๗๘ ของโจทก์ทั้งสามที่ใช้เป็นถนนเชื่อมต่อกับถนนสายการบินพลเรือน ที่ว่างดังกล่าวคือที่พิพาทในคดีนี้มีความกว้างประมาณ ๘ เมตร

ยาวประมาณ ๔๐ เมตร จำเลยเข้าไปปลูกอาคาร ๒ หลังและปักเสาคอนกรีตสำหรับขึงลวดหนามริมถนน ต่อจากรั้วเสริมคอนกรีตเขตที่ดินจำเลยไปจนจดคลองชลประทาน โจทก์ที่ ๑ ไปดูที่ดินพบว่ามีอาคารและรั้วดังกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๓ จึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนแล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าที่ดินที่นายดำรงขายให้โจทก์ทั้งสามนั้นเดิมมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทะเบียนเล่ม๑/๒๕๐๒ เลขที่ ๖๕/๒๕๐๒ หน้า ๑๔๑ ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และมีเขตติดต่อกับที่ดินซึ่งมีการครอบครองและเขตคลองชลประทานไม่มีด้านใดติดถนน เมื่อนายดำรงนำรังวัดที่ดินแปลงนี้เพื่อออกโฉนดได้นำชี้ที่ดินด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกว่า ติดถนนสาธารณประโยชน์ เป็นการแสดงว่า

นายดำรงเจตนายกที่ดินของตนส่วนที่อยู่นอกเขตโฉนดทางทิศเหนือและทิศตะวันตกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๕ และทางราชการโดยนายอำเภอเมืองสมุทรปราการได้มอบให้ผู้แทนมาลงชื่อรับรองแนวเขตถนนสาธารณประโยชน์เป็นหลักฐานแล้ว ทางราชการจึงออกโฉนดที่ ๑๑๐๗๘ ให้นายดำรงโดยในแผนที่หลังโฉนดระบุไว้ว่า ที่ดินทางทิศเหนือติดถนนสายการบินพลเรือน ต่อมาโจทก์ทั้งสามขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้ นายอำเภอเมืองสมุทรปราการก็ได้มอบให้พนักงานที่ดินอำเภอมาลงชื่อรับรองแนวเขตถนนสาธารณประโยชน์อีกครั้งหนึ่งตามหนังสือแจ้งเรื่องการชี้เขตที่ดินลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ การที่หัวหน้ากองช่างสื่อสารและช่วยการเดินอากาศกรมการบินพาณิชย์

มีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองสมุทรปราการแจ้งเรื่องที่ดินที่ใช้ทำถนนกว้างเพียง ๑๔ เมตร ส่วนที่เหลือคงเป็นของเจ้าของเดิมย่อมหมายถึงเจ้าของที่ดินที่ยังมีที่ดินเหลือจากเขตถนน แต่นายดำรงได้อุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไปแล้วไม่มีส่วนที่ยังคงเหลือจากที่ขายให้โจทก์ทั้งสามอยู่อีก คงมีที่ดินตามตราจองของนายดำรงซึ่งอยู่ติดที่ดินที่ขายให้โจทก์ทั้งสาม และนายดำรงก็ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามตราจองแปลงนี้โดยมิได้เรียกร้องให้มีการออกโฉนดในที่ดินส่วนที่เหลือจากการขายให้โจทก์ทั้งสามแต่อย่างใด แสดงว่านายดำรงทราบอยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิอย่างใดในที่พิพาท การที่จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วในที่พิพาทจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากสิทธิที่จะอ้างได้โดยชอบและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะปิดบังหน้าที่ดินและทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ถนนใหญ่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

Result

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้ ๒,๐๐๐ บาท.

Matter details

Panel of judges
อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
Lower court
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายกฤต บุญญานุสนธิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายรุทธ์ ถนอมกุล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4840/2552

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลร…

Supreme Court Judgment No. 3578/2532

จำเลยจอดเรืออยู่ในคลองห่างจากเขตที่ดินโจทก์ 18 เมตรเศษและจำเลยจอดเรือมาก่อนโจทก์เป็นเจ้าของบ้านที่ปลูกอยู่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ใช้คลองได้สะดวกเพราะมีสะพานท่าเทียบเรือสาธารณะติดกับหน้าที่ดินโ…

Supreme Court Judgment No. 451/2531

คดีก่อนจำเลยถูกพนักงานอัยการศาลแขวงเป็นโจทก์ฟ้องข้อหาบุกรุกทางสาธารณะ ศาลแขวงมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าที่พิพาทอยู่นอกเขตทางสาธารณะและเป็นที่ดินของจำเลย แต่โจทก์ไม่ได้เป็นคู่…

Supreme Court Judgment No. 1498/2529

เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปี ย่อมถือได้ว่าได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณะโดยปริยายแล้ว ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะกว้าง 6 เมตร จำเลยปิดกั้นโจทก์ใช้รถยนต์ผ่านเข…

Supreme Court Judgment, B.E. 2529 (ref. 103841)

การที่เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up