Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2654/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดให้สินเชื่อโจทก์จึงมีคำสั่งและประกาศอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยชั้นดีโดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อยชั้นดีในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราตามคำสั่งและประกาศของโจทก์เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3(ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จึงตกเป็นโมฆะ แม้ตามความจริงโจทก์จะคิดดอกเบี้ยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ เมื่อข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้วเท่ากับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมได้อีกแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินโจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจของลูกหนี้เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่อาจนำมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับได้อีก ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246,247

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 150 ป.พ.พ. Section 224 ป.พ.พ. Section 407 ป.พ.พ. Section 653 ป.พ.พ. Section 856 ป.วิ.พ. Section 142 ป.วิ.พ. Section 246 ป.วิ.พ. Section 247 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 Section 14 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์จำนวน 3,163,749.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,571,763.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วนจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท มาหักชำระหนี้ให้โจทก์

ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2539 โดยกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับถ้ายังมีหนี้ต้นเงินเหลืออยู่เพียงใดก็ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปตามบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.12 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี แบบทบต้นทุกเดือนจนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบหากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 30,000 บาท ภายในทุกวันสิ้นเดือนและต้องชำระหนี้เสร็จภายใน 60 เดือนนับแต่วันทำสัญญา ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนและต้องชำระหนี้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31887 ตำบลในเมือง

อำเภอเมืองหนองคายจังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ภายในวงเงิน2,200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 22พฤษภาคม 2539 จำนวน 28,084.93 บาท และผิดนัดไม่ชำระหนี้ตลอดมา ส่วนสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินเข้าหักบัญชีกับโจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นโมฆะหรือไม่โจทก์ฎีกาว่าแม้ว่าตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีก็ตามแต่ความเป็นจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปีโดยโจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศหรือคำสั่งของโจทก์บวกอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2ตามประเพณีของธนาคารจึงมิใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดการคิดดอกเบี้ยในอัตราต่าง

ๆ ของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อตามเอกสารหมายจ.16 โจทก์จึงมีคำสั่งและประกาศอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยชั้นดีตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งในเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 22 ถึง 24 กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี

ทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปีกรณีของจำเลยทั้งสองจึงอยู่ในประเภทสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14.75 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญาทั้งสองนี้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราร้อยละ 14.35 ต่อปี ตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นโมฆะ แม้ตามความเป็นจริงโจทก์จะคิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์บวกอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2 คืออัตราร้อยละ 16.75ต่อปี

ไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นโมฆะศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินนับแต่วันทำสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2539 และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแบบทบต้นทุกเดือน นับแต่วันทำสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2539 จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นการไม่ชอบเพราะเมื่อข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้ว

เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมได้อีกแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินโจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งสองสัญญาโดยกำหนดระยะเวลาให้ 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือคือวันที่ 24 มิถุนายน 2541 ครบ 15วันในวันที่ 9 กรกฎาคม 2541 กำหนดวันผิดนัดทั้งสองสัญญาจึงเป็นวันที่ 10 กรกฎาคม2541 มิใช่นับแต่วันทำสัญญาดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2539 มาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินในสัญญากู้ยืมเงินตามลำดับนั้น

ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่อาจนำมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับได้อีก ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้วมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

Matter details

Panel of judges
เรวัตร อิศราภรณ์ · สายันต์ สุรสมภพ · วิศณุ เลื่อมสำราญ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4044/2550

แม้ตามสัญญากู้เงินมีข้อความว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ให้แก่ธนาคาร ก. ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป และยอมให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมค…

Supreme Court Judgment No. 3524/2545

สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 500,000 บาทโดยมิได้ระบุให้ใช้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างใด ส่วนข้อความที่ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ24.29บาทในกรณีที่เงินดอ…

Supreme Court Judgment No. 7000/2545

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยให้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืมเงิน ซื้อลดเช็ค หรือด้วยประการอื่นที่ทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้า โดยรับป…

Supreme Court Judgment No. 5781/2533

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 84,000บาท แต่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนดังกล่าวเมื่อจำเลยให้การว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 33,000 บาท โดยได้ความว่าแยกเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน…

Supreme Court Judgment No. 13450/2558

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทาง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up