Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2668/2520

พ.ศ. 2520 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีเอกชนคนใดถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนต่อมาได้มีประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะรวมถึงที่พิพาทด้วยและได้มีการแจ้งส.ค.1 สำหรับที่ดินตามประกาศเมื่อ ออกประกาศแล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองที่หวงห้ามโดยทำรั้วรอบที่ดินจัดตลาดสดมีโครงการจัดสร้างสนามเด็กเล่นสนามกีฬาและหอประชุมเป็นต้นแม้ประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ถือได้ว่าที่ดินที่โจทก์ประกาศหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตอำเภอเมืองสกลนคร เมื่อ พ.ศ. 2483 นายอำเภอเมืองสกลนครได้มีประกาศที่ 3840 เรื่องห้วงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ 1 แปลง อยู่ที่บ้านธาตุนาเวง เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน และได้จดทะเบียนไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ได้ครอบครองตลอดมาเมื่อเดือนธันวาคม 2515 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยอ้างว่าได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามเส้นสีแดงในแผนที่ว่าเป็นของจำเลยที่ 2 แล้วยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครให้ออกโฉนด โจทก์คัดค้าน จำเลยทั้งสามได้บุกรุกเข้าไปปลูกบ้านเนื้อที่100 ตารางวา ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ขับไล่จำเลยทำที่ดินให้เป็นไปตามสภาพเดิมและใช้ค่าเสียหายจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งครอบครองมาโดยสุจริตและให้จำเลยที่ 3 อาศัยปลูกบ้าน ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประกาศท้ายฟ้องมีเนื้อที่เพียง 277 ตารางวาเท่านั้น ที่ว่ามีเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน เพราะนายอำเภอเมืองสกลนครใช้อำนาจและหน้าที่โดยไม่สุจริตแอบอ้างเอาที่ดินของจำเลยที่ 2 ไปรวมกับที่สาธารณะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิแจ้งการครอบครองที่พิพาทการประกาศหวงห้ามที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงไม่ทำให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า

แม้การประกาศหวงห้ามที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายแต่โจทก์ได้สร้างตลาดสาธารณะในที่หวงห้ามนี้ ถือได้ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องคอยตรวจตรารักษามิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว โจทก์มีอำนาจฟ้องพิพากษากลับว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ทำที่ดินให้เป็นไปตามสภาพเดิมและร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีเอกชนคนใดถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนเมื่อ พ.ศ. 2498 นายอำเภอเมืองสกลนครได้แจ้ง

ส.ค.1 สำหรับที่ดินรวมถึงที่พิพาทด้วยว่าได้มาโดยประกาศหวงห้ามลงวันที่ 9 ตุลาคม 2483 และจำเลยที่ 2 ได้แจ้ง ส.ค.1 ที่พิพาทว่าได้มาโดยมรดก ต่อมา พ.ศ. 2515จำเลยที่ 2 นำส.ค.1 ที่พิพาทไปขอออกโฉนด โจทก์คัดค้าน ประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะลงวันที่ 9 ตุลาคม 2483 รวมถึงที่พิพาทด้วยแล้ววินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าการประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะของโจทก์ไม่ชอบเพราะไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ประกาศหวงห้ามเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีเอกชนคนใดถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อน เมื่อออกประกาศแล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองที่หวงห้ามโดยทำรั้วรอบที่ดิน จัดตลาดสด ทั้งมีโครงการจัดสร้างสนามเด็กเล่น สนามกีฬา หอประชุมประจำตำบลและที่พักผ่อนหย่อนใจหน่วยราชการอื่นเคยขอใช้ที่หวงห้ามรายนี้โจทก์ขัดข้องเรื่อยมา หาใช่โจทก์ประกาศหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วมิได้ครอบครองและทำประโยชน์ไม่ จึงถือได้ว่าที่ดินที่โจทก์ประกาศหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะซึ่งรวมทั้งที่พิพาทด้วยเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)

ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องคอยตรวจตรารักษาอย่าให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัวตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พ.ศ. 2457 มาตรา 122 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 40 วรรคสาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ประเสริฐ วราภรณ์ · มาโนช จรมาศ · สมชัย ทรัพยวณิช
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 367/2568

แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้ว…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 717482)

ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรา…

Supreme Court Judgment No. 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา…

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 699740)

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดย…

Supreme Court Judgment No. 2911/2566

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up