Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2548 (ref. 270998)

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 รวมกันจำนวน 17 แปลง มีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกัน มีการเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กเต็มพื้นที่ แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในการปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย แต่ก็ได้ใช้ประกอบการค้าของบริษัททั้งของโจทก์เอง และบริษัทที่โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าส่วนใดใช้ประกอบกิจการหรือไม่ อีกทั้งยังให้บริษัท ก. เช่าที่ดินเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงในส่วนที่เป็นที่ตั้งของบ้านและสำนักงานบริษัทของโจทก์ แม้จะมีที่ดินบางส่วนว่างอยู่ แต่ก็ถือว่าโจทก์ทั้งสองใช้ที่ดินทั้ง 17 แปลงในการประกอบกิจการทั้งหมดทุกแปลง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 โจทก์ทั้งสองขายที่ดินทั้ง 17 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่กรุงเทพมหานครจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ซึ่งตกอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น แม้ภายหลังจะมี พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม มาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร มีแต่เฉพาะการขายของนิติบุคคลนั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบาย ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 91/2 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกนายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 1 เรียกนางสุณี มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองขายที่ดินรวม 17 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 69713 ถึง 69718, 69707 ถึง 69710, 2852 กับ 2835 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 69706, 69711, 69712, 69719 กับ 69720 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันแก่กรุงเทพมหานคร ในราคา 242,000,000 บาท และ 28,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 โดยยกสิ่งปลูกสร้างพร้อมอุปกรณ์บนที่ดินรวมมูลค่า 50,493,200 บาท ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยไม่คิดมูลค่า ในขณะที่กรุงเทพมหานครชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 270,000,000 บาท ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

จำเลยจึงแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 60 และ 44 ต่อมาภายหลังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ตามเอกสารฉบับดังกล่าวแผ่นที่ 1 และ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่ใช้พักอาศัยหรือประกอบกิจการเพียงใด โจทก์ทั้งสองต่างอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานว่า พวกตนซื้อที่ดินทั้ง 17 แปลง ไว้เพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ขณะเดียวกันก็ใช้ที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 69716 ถึง 69718 เป็นที่อยู่อาศัยและลานจอดรถยนต์บรรทุกประมาณ 13 คัน ที่โจทก์ที่ 1 ใช้ในกิจการค้าขี้เลื่อยและเศษไม้เท่านั้น

แม้ที่ดินทั้งหมดจะมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกัน แต่ก็มิได้มีการข้องแวะหรือใช้สอยที่ดินอีก 9 แปลง ของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งที่ดิน 5 แปลง ของโจทก์ที่ 2 ด้วย แต่ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่าตนได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในการประกอบธุรกิจขายขี้เลื่อยและเศษไม้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 โดยเพิ่งเลิกประกอบกิจการดังกล่าวในปี 2540 นอกจากนั้นยังยอมรับข้อเท็จจริงในการตอบคำถามค้านว่า ปลูกสร้างโกดังขึ้น 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 77 ถึง 79 บ้านเลขที่ 1560 ที่เป็นที่พักอาศัยของโจทก์ทั้งสองก็ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเดิมขายแต่ขี้เลื่อยกับเศษไม้ ต่อมาขยายกิจการรับไสไม้ด้วยตามเอกสารหมาย

ล.2 แผ่นที่ 159 บริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเดิมซ่อมแต่เฉพาะรถยนต์บรรทุกที่ใช้ในธุรกิจค้าขี้เลื่อยและเศษไม้ ต่อมาจึงขยายกิจการรับซ่อมรถของบริษัทประกันภัยด้วยตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 34 และเป็นภูมิลำเนาจดทะเบียนของบริษัทโกลด์เด้นไตรแดงเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าไม้จากต่างประเทศตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 28 โดยโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเหล่านั้น ที่ดินทั้ง 17 แปลง นี้มีรั้วล้อมรอบและเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็รับข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันในการตอบคำถามค้านว่าในส่วนที่ดิน 5 แปลง ของตนนั้นมีการก่อสร้างโครงหลังคาคลุมไว้ 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย

ล.2 แผ่นที่ 78 และ 79 โดยตนเป็นกรรมการบริษัทโม้วฮวด อุตสาหกรรม จำกัด กับบริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว... รวมทั้งให้บริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเช่าเป็นที่ตั้งสำนักงานในราคาเดือนละ 50,000 บาท สภาพที่ดินต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 29 ถึง 30 เดิมใช้ประกอบกิจการขายขี้เลื่อยและเศษไม้ ต่อเติมอาคารเป็นโรงรถ อู่ซ่อมรถ โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าส่วนใดใช้ประกอบกิจการหรือไม่ อย่างไร... ที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งสองใช้เป็นที่พักอาศัยและใช้ในการประกอบกิจการทั้งหมดทุกแปลงจึงชอบแล้ว...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การขายที่ดินตามฟ้องตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างเวลาที่โจทก์ทั้งสองขายที่ดินตามฟ้องนั้นพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยในมาตรา 3 (5) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนบุคคลที่เป็นผู้ขายและมีหน้าที่เสียภาษีนั้น หมายถึงบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 91/1 วรรคสอง

ประกอบมาตรา 77/1 คือ บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคล เพราะมิได้มีบทนิยามไว้โดยเฉพาะให้หมายถึงแต่นิติบุคคลดังที่โจทก์ทั้งสองหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ การขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสองมีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวโดยประการทั้งปวง แม้ภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบายเท่านั้น ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว..."

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ธนพจน์ อารยลักษณ์ · ทองหล่อ โฉมงาม · โนรี จันทร์ทร
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1485/2559

การที่โจทก์นำที่ดินที่แบ่งแยก โดยได้จัดทำถนนและสิ่งสาธารณูปโภคไว้ ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลธรรมดา เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน และทำสัญญาให้ที่ดินแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทร…

Supreme Court Judgment No. 12127/2558

โจทก์และบริษัท ล. มุ่งประสงค์ถึงการขนถ่ายสินค้าของโจทก์จากเรือนำไปเก็บยังคลังสินค้าที่โจทก์เช่าจากบริษัท ล. ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ โดยบริษัท ล. ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่…

Supreme Court Judgment No. 7126/2558

กรณีที่จะถือว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในระดับอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย…

Supreme Court Judgment No. 8298/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะ…

Supreme Court Judgment No. 642/2555

ธนาคาร ก. ตกลงให้นำหนี้ของบริษัท น. และบริษัท ท. มารวม และให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ ตามสัญญากู้เงินโดยมีโจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนบริษัท น. และบริษัท ท. เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อพิเคราะห์บัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้น โ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up