Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2716/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยทั้งสองเดินเข้ามาหาผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยที่ 1พูดขอเงิน 5 บาท ผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าไม่ค่อยมีเงิน จำเลยคนหนึ่งก็พูดว่ามีเท่าไรก็เอามาเถอะ พร้อมกับที่จำเลยทั้งสองเดินเข้ามาหาผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 2 ถือของแข็งยาวประมาณ1 แขน ห่อด้วยกระดาษและเคาะของแข็งกับฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 1 ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาและใช้มือข้างหนึ่งตบที่ขากางเกงข้างนั้น ผู้เสียหายทั้งสองกลัว จึงให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ไป ดังนี้การกระทำและคำพูดของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองส่งเงินให้แก่จำเลยทั้งสองนั่นเอง จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีมีดปลายแหลม 1 เล่มและมีดคัตเตอร์ขนาดใหญ่ 1 อัน ไว้ในครอบครอง แล้วพาไปตามถนนพาหุรัด ซึ่งเป็นเมืองทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชิงทรัพย์เอาเงินสด 2 บาท จากนายสิโรดมอ่ำสำอางค์ ผู้เสียหายที่ 1 และเงินสด 4 บาท จากนายรมรเสนาะเมือง ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยไปโดยทุจริต โดยจำเลยที่ 1 ใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ใช้วัตถุของแข็งยาวประมาณ 1 ช่วงแขนขนาดใหญ่เท่ากำรวบมือ เป็นอาวุธ ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสองให้ได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

ยึดถือทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 371 ริบอาวุธมีดของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 วรรคสอง จำคุกคนละ 10 ปีและจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91ปรับ 90 บาท คำให้การชั้นจับกุม และทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่คดีและมีเหตุควรปรานีโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 6 ปี 8 เดือนจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29, 30 มีดคัตเตอร์และมีดปลายแหลมของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ใช้ในการกระทำผิดให้ริบ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาชิงทรัพย์

มีดคัตเตอร์และมีดปลายแหลมของกลางเป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดให้ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกันในสาระสำคัญรวมความได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองอยู่ที่เกาะกลางถนนระหว่างโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยกับปากคลองตลาดมีเสียงเรียกว่ารูปหล่อ ๆ แล้วจำเลยทั้งสองได้เดินเข้ามาหาผู้เสียหายทั้งสอง และจำเลยที่ 1 พูดขอเงิน 5 บาท เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าไม่ค่อยมีเงินมีไว้ซื้อข้าว ซื้ออุปกรณ์การเรียนจำเลยคนหนึ่งก็พูดว่า

มีเท่าไรก็เอามาเถอะ พร้อมกับที่จำเลยทั้งสองเดินเข้ามาหาผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอยหลังไปติดรถยนต์เก๋ง จำเลยที่ 2 ซึ่งถือของแข็งยาวประมาณ 1 แขนห่อด้วยกระดาษ ก็เคาะของแข็งดังกล่าวกับฝ่ามืออีกข้างหนึ่งและหมุนของแข็งนั้น ส่วนจำเลยที่ 1 ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาและใช้มือข้างหนึ่งตบที่ขากางเกงข้างนั้น และจำเลยคนหนึ่งพูดอีกว่ามีเท่าไรก็เอามาเถอะ ผู้เสียหายทั้งสองกลัวจึงให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ไปโดยผู้เสียหายที่ 1 ให้ 2 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ให้ 4 บาทเห็นว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยทั้งสองขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา

ย่อมสว่างมากพอที่จะเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้โดยถนัดชัดเจน ทั้งผู้เสียหายทั้งสองกับจำเลยทั้งสองก็อยู่ใกล้ชิดกัน โดยครั้งแรกที่เห็นจำเลยทั้งสองนั้นก็ห่างกันเพียงประมาณ 3 เมตร ดังนี้ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสองเห็นการกระทำและได้ยินคำพูดของจำเลยทั้งสองดังที่เบิกความที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าได้ขอเงินนักเรียนโดยพูดดี ๆ ไม่ได้ขู่เข็ญบังคับ เป็นทำนองว่าไม่ได้ขู่เข็ญบังคับผู้เสียหายด้วยนั้นก็ขัดต่อเหตุผล เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่านักเรียนให้เงินจำเลยทั้งสองด้วยความสมัครใจ จึงไม่น่าจะมีการแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจให้ทำการจับกุมจำเลยทั้งสอง ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำและพูดต่อผู้เสียหายทั้งสองตามที่ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความ ซึ่งลักษณะการกระทำและคำพูดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เสียหายทั้งสอง

ประกอบกับจำเลยทั้งสองเป็นผู้ใหญ่กว่าผู้เสียหายทั้งสองโดยจำเลยที่ 1 อายุ 26 ปี จำเลยที่ 2 อายุ 19 ปี ส่วนผู้เสียหายทั้งสองอายุคนละ 15 ปี และ 16 ปี ตามลำดับ ดังนี้ การกระทำและคำพูดของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย และที่จำเลยทั้งสองกระทำและพูดต่อผู้เสียหายดังกล่าว ก็เห็นได้ว่าเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองส่งเงินให้แก่จำเลยทั้งสองนั่นเอง ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายทั้งสองส่งเงินให้จำเลยทั้งสองเพราะเกิดความกลัว เนื่องจากจำเลยทั้งสองขู่เข็ญว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองนั้น ตามบันทึกคำเบิกความของจำเลยที่ 2ประกอบด้วยสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารในสำนวนอันดับที่ 4 ฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นอกจากนี้คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อีกด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด10 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ชวลิต พรายภู่ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment, B.E. 2560 (ref. 619414)

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เ…

Supreme Court Judgment No. 12269/2558

จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเห…

Supreme Court Judgment No. 7532/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับ ป. ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม 1 เล่ม ฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง มิได้บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้…

Supreme Court Judgment No. 17058/2555

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up