คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4 ตำบลสวนหลวงอำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 20 ไร่ ต่อมาโจทก์ได้โอนขายให้จำเลยที่ 1, 2 ซึ่งเป็นบุตรเขยบุตรสาวเสีย 17 ไร่ 1 งาน 80 วา ส่วนที่เหลือโจทก์ได้ฝากไว้โดยยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดและใช้ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพราะการแบ่งแยกลำบากโจทก์ก็ชราแล้ว บัดนี้โจทก์ประสงค์จะแบ่งแยก จำเลยขัดขืน จึงขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ให้จัดการแบ่งแยกโฉนดจำเลยให้การว่าโจทก์ขายให้ทั้งหมด ไม่เคยรับฝากที่พิพาทไว้ศาลชั้นต้นสั่งเรื่องหน้าที่นำสืบว่า ฟ้องโจทก์เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องนิติกรรมอำพราง ให้โจทก์สืบก่อนจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์เห็นว่า
การยอมให้โจทก์สืบเช่นนี้ย่อมเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงเอกสารกรมธรรม์สัญญา ต้องห้าม ฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวว่าเป็นนิติกรรมอำพรางพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นย้อนสำนวนไปพิจารณาใหม่ แต่มีความเห็นแย้งว่าควรให้โจทก์สืบพยานได้ และถ้าโจทก์สืบไม่ได้ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปเลยโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องกล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วถึงเรื่องฝากและเรื่องขายจึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นนิติกรรมอำพรางว่าโจทก์จำเลยมีความประสงค์จะผูกพันกันในเรื่องฝากที่ดินที่ยังเหลืออยู่ แต่ไม่ต้องการเปิดเผย ดังความเห็นศาลชั้นต้นและความเห็นแย้งศาลอุทธรณ์
Result
จึงพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาต่อไป