คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177, 180, 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9783/2523 ของศาลแพ่งดังที่โจทก์ฟ้องนั้นเป็นความเท็จแต่มิได้เป็นข้อสำคัญในคดี และจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีดังกล่าวแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความในคดีดังที่โจทก์ฟ้องนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จดังที่โจทก์ฟ้อง
มีความเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นฟังว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความดังที่โจทก์ฟ้องเป็นความเท็จ และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และมาตรา 220นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีไม่ต้องตามมาตรา 218 ดังกล่าวเนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่อย่างใด และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จมิได้เป็นข้อสำคัญในคดีนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ดังกล่าวเช่นกัน โจทก์มีสิทธิฎีกาได้ในปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์เป็นการชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 ซึ่งตามมาตรา 215 ให้นำมาบังคับในชั้นศาลอุทธรณ์ด้วยนั้นบัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี...ให้ศาลยกฟ้องโจทก์..."
ดังนั้นในการพิจารณาคดีอาญาของศาลอุทธรณ์จึงไม่จำกัดอยู่เพียงในปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์เท่านั้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะหยิบยกพยานหลักฐาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยได้ทั้งสิ้น คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จดังที่โจทก์ฟ้อง ก็ชอบที่จะวินิจฉัยคดีไปตามนั้น และพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เพราะย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีอย่างใด การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นการชอบแล้วและคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ชัดว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้นเป็นความเท็จเช่นนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อความเหล่านั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.