คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2534 เวลากลางวันถึงวันที่ 9 เมษายน 2534 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันลักรังนกอีแอ่นของนายอภิชาติผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335จำเลยทั้งสี่ให้การปฎิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปีจำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 4ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า รังนกในถ้ำตามเกาะเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ แต่บุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยเข้ายึดถือเอาการที่นายอภิชาติได้รับอนุญาตให้เก็บรังนกได้อันเป็นการได้รับผูกขาดจากรัฐบาลนั้น นายอภิชาติผู้รับผูกขาดมีสิทธิเพียงว่าถ้าประสงค์จะเก็บรังนกในถ้ำที่ผูกขาดก็เข้าเก็บเอาได้ ไม่ต้องมีการหวงห้ามเหมือนบุคคลผู้ไม่ได้รับอนุญาตแต่จะมีกรรมสิทธิ์ได้ในรังนกนั้นยังจะต้องมีการเข้ายึดถือเอาอีกชั้นหนึ่งก่อน ตามฟ้องและตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าผู้ที่เก็บรังนกรายนี้ไม่ใช่ลูกจ้างของนายอภิชาติ นายอภิชาติยังมิได้เข้ายึดถือเอาซึ่งรังนกนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 1318 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายอภิชาติจึงยังมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรังนกรายนี้
การเก็บรังนกดังกล่าวไปจึงไม่เป็นการลักทรัพย์ของนายอภิชาติตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1055/2481ระหว่างอัยการพังงา โจทก์นายยี่หมาด จำเลย เมื่อฟังว่ารังนกไม่ใช่ทรัพย์ที่ถูกลักมา จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถูกฟ้องว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิด ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ด้วย