คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก คงให้จำคุก ๒๐ ปี และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา ๓๙๐,๗๖๔ บาทแก่โจทก์ร่วมจำเลยอุทธรณ์แล้วยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ของจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๔๕ วรรคแรก บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗และ ๒๔๘ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔ วรรคสองบัญญัติว่าให้รวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา การบังคับตามคำพิพากษาในส่วนนี้ย่อมจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วเช่นเดียวกัน แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๙ จะบัญญัติว่า
คำพิพากษาให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน ค่าทดแทนหรือค่าธรรมเนียมนั้นให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่มีผลว่าให้บังคับได้ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจขอให้บังคับคดีได้
Result
พิพากษายืน.