เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 580,700บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาสำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-5990 นนทบุรี เป็นเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 544,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
จำเลยที่ 2 อ้างว่า การให้เช่าซื้อของโจทก์มิได้กระทำการภายในขอบวัตถุประสงค์ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 วัตถุประสงค์ของโจทก์ข้อ 4 มีข้อความว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า ขายฝาก... และ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคแรก บัญญัติว่า อันว่าเช่าซื้อนั้นคือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราวจึงเห็นได้ว่า สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น ซึ่งก็อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่จะขายและให้เช่า
การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ จึงเป็นการกระทำภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า รถยนต์คันแรก จำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 19 ซึ่งถึงกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2533 ส่วนรถยนต์คันหลัง จำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 12ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 10 มีนาคม 2534 และไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญา ทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์ตลอดระยะเวลาดังกล่าว และค่าเสื่อมราคารวมถึงค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ในกรณีเช่นนี้ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ
ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการสุดท้ายที่ว่าเอกสารหมาย จ.13 และจ.18 มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้นั้น เห็นว่าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้กำหนดให้สัญญาซื้อขายรถยนต์จากการขายทอดตลาดเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ และเอกสารดังกล่าวมิใช่ใบรับสำหรับการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะตามข้อ 28(ค)แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์อันจะถือว่าเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 108 เอกสารดังกล่าวแม้ไม่ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้..."
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 525,600 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์