คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด และบ้านเมืองเป็นเวลา 5 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด หรือบ้านเมืองฉบับหนึ่งฉบับใดเป็นเวลา 2 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นพิธีกรจัดรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ (Inside Thailand) ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม (เคเบิลทีวี) สปริงนิวส์ และวิทยุกระจายเสียง คลื่นความถี่ระบบ เอฟ.เอ็ม.97 เมกะเฮิรตซ์ โดยหยิบยกสองประเด็นใหญ่เป็นหัวข้อในการสนทนาคือ "แนวทางลดภาษีรถคันแรก" โดยสัมภาษณ์นายบุญทรง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น กับ "เปิดผลสอบคลิปบ่อนย่านรัชดา" สัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพร จเรตำรวจแห่งชาติ ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดา ตามแผ่นวีซีดี และคำถอดเทปที่เกี่ยวกับคดีนี้ ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีคำเบิกความของนายเจริญโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจ กับวัตถุพยาน และคำถอดเทป เป็นพยาน เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสนทนาว่า บ่อนรัชดามีนายพลตำรวจสี่คนเข้ามาเกี่ยวข้องในหน้า 11 ของเอกสาร จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ฉายาของน้องเล็กในก๊วน 4 นายพลตำรวจมีฉายาว่า...เก้าโล...แปดโล ต่อมาในหน้า 13 จำเลยที่ 1 กล่าวว่า 4 นายพลประกอบด้วย นรต. 30 นรต. 31 นรต. 36 บรรดาสี่นายพลที่คุ้นชื่อจริง ๆ มีสองคน ชื่อที่สามมีข่าวเป็นพัก ๆ แต่ชื่อที่สี่รับรองไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ต่อมาในนาทีที่ 10 จำเลยที่ 1 ได้กล่าวถึงชื่อย่อนายตำรวจที่มีความสัมพันธ์กับนายแคล้ว และเกี่ยวกับซุ้มมือปืน
จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ในแวดวงซุ้มมือปืนเค้าเรียกว่า "พี่โก" พี่โกไหนผมไม่ทราบ พี่โกคนนี้อดีตเดินตามเฮียเหลา (หมายถึงนายแคล้ว) จากนั้นจำเลยที่ 1 เปลี่ยนไปพูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วกลับมาย้อนกล่าวว่า นรต. รุ่น 31 มีจำนวนหลายคน เช่น พลตำรวจเอกพงศ์พัศ พลตำรวจโทสมยศ และได้กล่าวต่อไปว่า พลตำรวจตรี ฮึ ๆ โกวิทย์ ก็อยู่ในรุ่นนี้ จากนั้นจำเลยที่ 2 กล่าวว่า การตรวจสอบล่าสุด ก็พบมูลและมีผลทำให้ 19 นายตำรวจอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย แล้วก็เป็นการสอบถามข้อเท็จจริงจากพลตำรวจเอกสถาพร ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการพาดพิงถึงตัวโจทก์อีกเลย ดังนั้น ที่พยานโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวตัวย่อว่า "โก" หรือนายพลตำรวจที่ร่วมเปิดบ่อนเคยเดินตามนายแคล้ว
นั้น คือตัวโจทก์ เป็นความเข้าใจของพยานโจทก์ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรง จากการตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์ก็ไม่ยืนยันว่าโจทก์จะสนิมสนมและเคยเดินตามนายแคล้วจริงหรือไม่ ทั้งจะอยู่ในซุ้มมือปืนหรือไม่พยานก็ไม่ทราบ ส่วนนายพลตำรวจที่มีชื่อนำหน้าว่าโกนั้น ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามีอยู่หลายคน เช่น พลตำรวจเอกโกวิท พลตำรวจตรีโกศล พลตำรวจตรีโกศล พลตำรวจตรีโกสินทร์ และพลตำรวจตรีโกสินทร์ เป็นต้น ดังนั้น คำว่า "โก" หรือ "เดินตามนายแคล้ว" และ "ซุ้มมือปืนรู้จักดี" ตามที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวยังไม่อาจสื่อให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าหมายถึงตัวโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง
อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปว่า การกระทำที่เป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือมาตรา 328 ก็ดี การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดถ้าต้องด้วยลักษณะที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หรือ 331 หรือตามกฎหมายอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ เป็นต้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ (Inside Thailand) โดยเจาะลึกในประเด็นหลัก ๆ สองประเด็น กล่าวคือ ประเด็นที่ 1 "แนวทางลดภาษีรถคันแรก" และประเด็นที่ 2 "เปิดผลสอบคลิปบ่อนย่านรัชดา" ประเด็นหลัง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพรประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดา
เนื่องจากก่อนวันเกิดเหตุนายชูวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องเปิดบ่อนรัชดาไปเปิดเผยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ทั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ก็ได้ยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว สรุปความได้ว่า การเปิดบ่อนที่ย่านรัชดามีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงมิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ประชาชนโดยทั่วไปประสงค์จะทราบเท่านั้น ยังเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า การพนันเป็นการมอมเมาประชาชนให้หลงในอบายมุข ก่อให้เกิดการกระทำความผิดอื่นตามมาเป็นลูกโซ่ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
หากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลปราบปรามอาชญากรรมกลับมากระทำความผิดเสียเอง นอกจากจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาต่อวงการราชการตำรวจแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรมอีกด้วย ที่จำเลยทั้งสองสัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพรประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดาซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ก็เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องปรากฏ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน เชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยสุจริต เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้จะมีข้อความหมิ่นประมาท การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) คดีนี้ไม่ว่าพิจารณาในแง่มุมใด ไม่มีทางลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
Result
พิพากษายืน