Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2848/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อจำเลยกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายแล้ว ได้คุมตัวผู้เสียหายไปเพื่อเรียกเงินค่าไถ่ ต่อมาอีกประมาณ 3ชั่วโมงจำเลยกับพวกได้ปล่อยตัวผู้เสียหาย เพราะทราบว่าตำรวจกำลังออกติดตาม แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันได้มาซึ่งเงินค่าไถ่ ก็เป็นความผิดฐานเอาตัวผู้เสียหายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่อันเป็นความผิดสำเร็จแล้วและเป็นความผิดคนละกระทงกันกับความผิดฐานปล้นทรัพย์แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ถือได้ว่าจำเลยกับพวกได้จัดให้ผู้เสียหายได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ซึ่งกฎหมายให้ลงโทษน้อยกว่าที่กำหนดไว้แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามมาตรา 316 และการลดโทษตามมาตรานี้เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกา พิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 5 ที่มิได้ฎีกาด้วย มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะ ผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกัน จะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน จำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้อาวุธปืนในขณะกระทำการปล้นทรัพย์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 340 ตรี จำเลยทั้งห้าคงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงตาม มาตรา 340 วรรคสี่เท่านั้น และศาลฎีกาพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ 5 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา225 ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกับพวกร่วมกันกระทำผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ ร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซอง 2 กระบอก พร้อมกระสุนไว้ในครอบครองและร่วมกันพาไปในเมือง หมู่บ้านฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนดังกล่าวกับมีดปลายแหลม 2 เล่ม ติดตัวไปปล้นทรัพย์นายวิชัย ผู้เสียหาย ได้ทรัพย์ไปรวมราคา 82,350 บาท และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายวิฑูรย์โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนถูกที่แขนได้รับบาดเจ็บ แล้วจำเลยทั้งห้ากับพวกได้ร่วมกันนำตัวผู้เสียหายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91,288, 340, 340 ตรี, 313, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2491 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ ฯลฯ ริบของกลาง

คืนของกลางบางส่วนและใช้เงินสด 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 340, 340 ตรี, 313, 371 ฯลฯ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ฐานปล้นทรัพย์จำคุกคนละ 30 ปี ฐานเอาตัวบุคคลไปเพื่อค่าไถ่จำคุกคนละ 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุกคนละ 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุกคนละ1 ปี รวมจำคุกคนละ 48 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 32 ปี ริบของกลางคืนของกลางบางส่วน และร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 50,000 บาทแก่ผู้เสียหายโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าอีกกระทงหนึ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกันกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า หลังการปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกได้คุมตัวผู้เสียหาย นางอุไรภริยาผู้เสียหายและนายวิฑูรย์ไปด้วยเมื่อไปห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร จำเลยกับพวกจึงปล่อยตัวภริยาผู้เสียหายกับนายวิฑูรย์ โดยสั่งให้นำเงิน 200,000 บาท ไปไถ่ตัวผู้เสียหายภายใน2 ชั่วโมงและพูดขู่ว่าหากไม่ได้เงินค่าไถ่ ก็จะฆ่าผู้เสียหายให้ตาย ต่อมาอีกประมาณ3 ชั่วโมง จำเลยกับพวกจึงได้ปล่อยตัวผู้เสียหาย เพราะทราบว่าตำรวจกำลังติดตามศาลฎีกาเห็นว่าแม้จำเลยกับพวกจะไม่ทันได้มาซึ่งเงินค่าไถ่

ก็เป็นความผิดฐานเอาตัวผู้เสียหายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่อันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นความผิดคนละกระทงกันกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิตพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยกับพวกได้จัดให้ผู้เสียหายได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ในกรณีนี้กฎหมายให้ลงโทษน้อยกว่าที่กำหนดไว้แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามนัย มาตรา 316 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษมา โดยมิได้พิเคราะห์ประกอบกับมาตรา 316 นี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ และการลดโทษตามมาตรานี้เป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 3 ที่ 5มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่ 5 ด้วยเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ปรากฏว่าความผิดดังกล่าวนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนจำคุกคนละ 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุกคนละ 1 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยแต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 340 ตรีบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตาม ฯลฯ มาตรา 340 ฯลฯ โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฯลฯ ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกัน จะต้องระวางโทษหนักขึ้นเช่นนี้ทุกคน คดีนี้ไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความว่า จำเลยทั้งห้านี้เป็นผู้ถืออาวุธปืนในขณะทำการปล้นทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องด้วย มาตรา 340 ตรีแห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อน แม้จำเลยที่ 3 ที่ 5 จะมิได้ฎีกา

ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ 5 ได้ เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ มาตรา 225 จำเลยทั้งห้าคงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงตาม มาตรา 340 วรรคสี่เท่านั้นพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสี่ จำคุกคนละ 20 ปี กระทงหนึ่ง ผิดตามมาตรา 313 ประกอบด้วยมาตรา 316 จำคุกคนละ 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง และผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนัก ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษฐานมีอาวุธปืนจำคุกคนละ 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุกคนละ 1 ปี รวมเป็นโทษจำคุกคนละ 33 ปีลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 22 ปี

Matter details

Panel of judges
พจน์ บุญเลี้ยง · อุดม บรรลือสินธุ์ · ยนต์ พิรวินิจ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4505/2531

คนร้ายสามคนสวมหมวกไหมพรมแบบอ้ายโม่งเห็นเฉพาะใบหน้าบางส่วน คนร้ายใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายคุกเข่าก้มหน้าหมอบลงกับพื้น โดยผู้เสียหายคงได้ยินเสียงคนร้ายเท่านั้นดังนั้นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ระ…

Supreme Court Judgment No. 8701/2547

จำเลยทั้งสองวางแผนลวงโจทก์ร่วมไปในที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมลงมาจากรถและร้องบอกจำเลยที่ 2 ว่ามาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงเดินออกมาจากข้างทาง เมื่อโจทก์ร่วมปฏิเสธไม่ยอมถอดเสื้อผ้าตามคำส…

Supreme Court Judgment No. 5976/2545

จำเลยฎีกาขอให้สั่งคืนของกลางให้แก่จำเลย ในทำนองว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ควรริบของกลาง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำ…

Supreme Court Judgment No. 5448/2540

จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือปล้นทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 288 หรือมาตรา 340 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคสาม และความ…

Supreme Court Judgment No. 4279/2539

บริษัทมีเจตนาเพียงจะเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากประชาชนผู้มาสมัครงาน โดยมีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวกรรมการของบริษัทเอง หรือเพื่อบริษัทอันเป็นการกระทำโดยทุจริตโดยประกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up