Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2851/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ไม้มะพอกแปรรูปของกลาง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 และมาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ ของกลางต้องคืนแก่เจ้าของ คำขอให้สั่งให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวและปรากฏว่าจำเลยยึดถือหรือครอบครองที่ดินดังกล่าว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวจึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

ป.วิ.อ. Section 49 ป.วิ.อ. Section 186 ป.วิ.อ. Section 195 ป.วิ.อ. Section 225 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 Section 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 และขอให้ศาลสั่งริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันแปรรูปไม้และมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนฐานร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติและมีไม้มะพอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำไม้หวงห้าม เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท

ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองปริมาตรเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร จำคุกจำเลยที่ 3 กำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติจำคุกจำเลยที่ 3 กำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท และความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 1 ปี 14 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี 14 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 1 ปี 20 เดือนและปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 13 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วที่เกิดเหตุและบริเวณข้างเคียงมีชาวบ้านครอบครองที่ดินเพื่อทำประโยชน์เป็นส่วนมากแล้ว สภาพป่าไม่มีความหนาแน่นเหมือนเมื่อก่อนและพื้นที่ใกล้เคียงในตำบลที่เกิดเหตุบางส่วนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปแล้ว ประกอบกับไม้ในที่เกิดเหตุเป็นจำนวนเล็กน้อยพฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง ให้จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันทำไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครรักษาดินแดน ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำไม้ แปรรูปไม้ มีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามและร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายสุบรรณ นายแสงอรุณและดาบตำรวจสมใจผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานเดินทางไปยังป่าที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงเลื่อยโซ่ยนต์และมองเห็นกลุ่มคนประมาณ 3 คน กำลังเลื่อยไม้ จากนั้นกระจายกำลังโอบล้อม ขณะเข้าจับกุม กลุ่มคนดังกล่าวมองเห็นจึงวิ่งหนี

สามารถติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จึงพามาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ารับจ้างเลื่อยไม้ให้แก่จำเลยที่ 3 จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาไปบ้านจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร ถึง 300 เมตร พบไม้มะพอกแปรรูป 5 แผ่น วางอยู่บริเวณบ้านของจำเลยที่ 3 จึงจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางอีกหลายรายการตามบันทึกการจับกุม โดยพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความทำนองเดียวกันว่า ไม่พบจำเลยที่ 3 อยู่ในจุดที่เกิดเหตุที่มีการตัดไม้และแปรรูปไม้ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบเพื่อยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ลำพังคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การว่ารับจ้างจำเลยที่ 3 กระทำความผิด โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนเพื่อให้ศาลรับฟังประกอบคำซัดทอดดังกล่าวซึ่งแม้จะมิได้เป็นคำซัดทอดให้ตนพ้นผิดแต่ก็มีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยที่ 3 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับไม้มะพอกแปรรูปจำนวน 5 แผ่น ของกลางนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีไม้แปรรูปดังกล่าวปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง เมื่อปริมาตรไม้ไม่เกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และมาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจริบไม้มะพอกแปรรูปของกลางได้

ต้องคืนแก่เจ้าของ นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้สั่งให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น เห็นว่า คำขอในส่วนนี้เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวและปรากฏว่าจำเลยยึดถือหรือครอบครองที่ดินดังกล่าว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวจึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้คืนไม้มะพอกแปรรูปของกลางแก่เจ้าของ

Matter details

Panel of judges
ตรีวุฒิ สาขากร · เกษม วีรวงศ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4319/2562

แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบในคดีอาญาคดีอื่นที่ อ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าว อ. ถูกฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลย และศาลชั้นต้นเคยสั่งให้รวมการพิ…

Supreme Court Judgment No. 12797/2558

ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 นั้น แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 364 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเข้าไป…

Supreme Court Judgment No. 746/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่…

Supreme Court Judgment No. 341/2562

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง ทั้งไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยเป็นของกล…

Supreme Court Judgment No. 4796/2561

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นต้น แต่ น. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษาลงโทษ น.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up