Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2964/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 82 จะบัญญัติให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มาตรา 82/4 วรรคหนึ่งก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยผู้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารได้ สำหรับกรณีของโจทก์ซึ่งยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการค้าทั้งสองแบบ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมสรรพากร โดยแจ้งไปยังส่วนราชการคู่สัญญาคือจำเลยขอใช้สิทธิเรียกภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากจำเลยผู้ว่าจ้างทำการหักภาษีการค้าไว้ต่อไป การที่โจทก์มายื่นรายการเพื่อเสียภาษีการค้าจึงอาจเป็นเพราะโจทก์เข้าใจผิดอีกทั้งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นที่จำเลยได้หักจ่ายจากเงินค่าจ้างให้โจทก์และกรมสรรพากรได้คืนให้โจทก์แล้ว จึงไม่ถือว่าโจทก์ได้เลือกเสียภาษีการค้าและได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในใบเสนอราคาของโจทก์ระบุรวมค่าภาษีไว้ด้วย จึงน่าเชื่อว่าค่าจ้างจำนวน 87,200,000 บาท รวมภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นไว้ด้วยอันเป็นวันที่ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลใช้บังคับ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ค่าจ้างดังกล่าวจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ด้วย แม้ว่าค่าจ้างตามสัญญาจำนวน 82,200,000 บาท จะมีภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 3.3 รวมอยู่ด้วยก็ตามแต่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ฐานะภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รบหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ และคำว่า "มูลค่า" นั้น มาตรา 79 วรรคสอง ให้หมายความถึงเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงิน เมื่อปรากฎว่าโจทก์ได้รับภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นคืนจากกรมสรรพากรแล้ว เงินค่าภาษีดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับอันเป็นฐานภาษีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉะนั้นจึงนำเงินค่าภาษีดังกล่าวหักออกจากยอดเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้จะต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 จากยอดฐานก่อนหักภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นได้ผลลัพธ์เท่าใด จึงนำภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นร้อยละ 3.3 มาหักออก ที่เหลือจึงเป็นยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 ฐานภาษีได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับ ฉะนั้นจึงไม่ต้องนำค่าปรับที่โจทก์ถูกปรับสำหรับการส่งมอบงานล่าช้าหักออกจากเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้กู้เงินธนาคารและเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคแรก ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ชื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มถึงกำหนดชำระ แต่เมื่อจำเลยชำระค่าจ้างงานแต่ละงวดโจทก์เพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้การที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์แต่เมื่อต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการเลือกเสียภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15 ตุลาคม 2535 จำเลยได้รับหนังสือในวันดังกล่าวแล้วไม่ชำระ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าจ้างงวดที่ 1 ถึง 4นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 171 ป.พ.พ. Section 224 ป.พ.พ. Section 368 ป.วิ.พ. Section 55 ป.รัษฎากร Section 79 ป.รัษฎากร Section 82 ป.รัษฎากร Section 82/4 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 249) พ.ศ.2535 Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีการค้า ต่อมาเมื่อมีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับโจทก์จึงได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและมีกรมยุทธโยธาทหารบก (ยย.ทบ.) เป็นหน่วยงานหนึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2534 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างหอพักพยาบาลและผู้ช่วยของกรมแพทย์ทหารบกในราคาค่าจ้างเป็นเงิน 87,200,000 บาท โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามผลงานเป็นงวด ๆ รวม 13 งวด และให้การก่อสร้างแล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 ตามสัญญาจ้างและสัญญาแก้ไขดังกล่าวมิได้ระบุให้ภาระภาษีรวมอยู่ในราคาค่าจ้างตามสัญญาต่อมาในระหว่างอายุสัญญาจ้างปรากฎว่าได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30)

พ.ศ. 2534 ออกมาใช้บังคับโดยให้ยกเลิกระบบภาษีการค้าและใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแทนที่ผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป โจทก์ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยในฐานะผู้รับบริการในอัตราร้อยละ 7 ของเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับชำระจากจำเลยตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2535 เป็นต้นไปโจทก์ได้แสดงความประสงค์การเลือกปฏิบัติเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหนังสือตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนดไปยังจำเลยว่า โจทก์ไม่ขอเลือกปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 249)พ.ศ. 2535 โดยโจทก์ขอเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดงานตามสัญญาจ้างที่โจทก์ได้รับชำระค่าจ้างจากจำเลยตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป

คือค่าจ้างสำหรับงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่13 คิดเป็นเงิน 87,200,000 บาท และแจ้งให้จำเลยไม่ต้องหักภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายอีกต่อไป พร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของเงินค่าจ้าง คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 6,104,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้กรมสรรพากรและทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยเป็นผู้ผิดนัดจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่โจทก์ได้รับชำระเงินค่าจ้างในแต่ละงวดงานจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,686,510.05 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเสียหายเป็นเงิน 7,790,510.05บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 6,104,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า ตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร มาตรา 82และมาตรา 82/4 ผู้ประกอบการจดทะเบียน (โจทก์) มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการจดทะเบียน(โจทก์) ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มบวกเข้าในราคาสินค้าหรือค่าบริการนั้น ไม่ใช่มาฟ้องเรียกเอาภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในภายหลัง เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้อำนาจผู้ประกอบการจดทะเบียน (โจทก์) ที่จะกระทำเช่นนั้นได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องจากจำเลย ในขณะที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นราคารวมทั้งสิ้น 87,200,000 บาท

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเดิมก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 คือภาษีการค้ารวมภาษีบำรุงท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 3.3 และภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 1 ของเงินค่าจ้างแต่ละงวด โดยจำเลยมีหน้าที่หักภาษีดังกล่าวออกจากค่าจ้างแต่ละงวดเพื่อนำส่งกรมสรรพากร ดังนั้น เงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวจึงรวมค่าภาษีการค้าไว้ด้วยแล้ว ครั้นต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30)พ.ศ. 2534 ให้ยกเลิกภาษีการค้าและให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับแทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 และก็ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 249)

พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2535 ในมาตรา 3 บัญญัติให้ "ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้าได้ยื่นซองเสนอราคาหรือได้ทำสัญญาขายสินค้าหรือให้บริการกับกระทรวง ทบวง กรมหรือราชการส่วนท้องถิ่นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 หากผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีการค้าในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30)พ.ศ. 2534 ก็ให้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามสัญญาดังกล่าว" ทั้งนี้เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ทำสัญญาไว้กับทางราชการก่อนที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจะใช้บังคับ

โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับจำเลยซึ่งเป็นส่วนราชการตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2534 ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534ออกใช้บังคับและโจทก์ได้ชำระภาษีการค้า โดยยินยอมให้จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายอันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีการค้าในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรมาโดยตลอดโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามสัญญาดังกล่าวโจทก์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย โจทก์มีหน้าที่ชำระภาษีการค้าจากรายรับที่ได้รับจากจำเลยตามสัญญา และในใบเสนอราคาของโจทก์โจทก์ก็ได้คำนวณภาษีการค้ารวมเข้าไว้ในราคาจ้างเหมาไว้แล้ว

โจทก์จึงมีหน้าที่ชำระภาษีการค้าจากเงินค่าจ้างทุกงวดที่ได้รับจากจำเลยตามสัญญาดังกล่าวข้างต้นโดยไม่มีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีตามนัยของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 249)พ.ศ. 2535 ถือว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเรียกเก็บจากส่วนราชการได้รวมอยู่ในราคาตามสัญญาแล้ว กรณีนี้โจทก์ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แม้ในสัญญาเดิมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และในสัญญาที่แก้ไข

เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 จะไม่มีข้อความว่า "รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม" ก็ตาม ก็ต้องถือว่าค่าบริการหรือค่างวดงานตามสัญญาเดิมและสัญญาที่แก้ไขใหม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว บทบัญญัติของมาตรา 82/4 วรรคสอง ของประมวลรัษฎากรก็ได้บัญญัติสนับสนุนเหตุผลดังกล่าวว่า "บทบัญญัติมาตรานี้ มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จะเสนอหรือแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้แจ้งให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทราบด้วยหรือไม่ก็ตาม" ด้วยเหตุผลดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย อย่างไรก็ตามหากโจทก์มีสิทธิเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,790,510.05 บาท

การคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ก็กระทำไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์นำเงินค่างวดที่ส่งมอบงาน87,200,000 บาท ซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ไว้แล้ว มาคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 ของยอดเงินดังกล่าวซ้ำอีก จึงเท่ากับโจทก์คิดภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำกัน 2 ครั้ง นอกจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เพราะกรณีเรียกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มมิใช่หน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์และไม่ใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิดหรือมีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

หากโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ก็เรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องศาลฎีกาอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน5,231,128 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระแล้วเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2534จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ให้ทำการก่อสร้างหอพักพยาบาลและผู้ช่วยของกรมแพทย์ทหารบกที่แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในราคาค่าจ้างเป็นเงิน 87,200,000 บาท โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้โจทก์ตามส่วนของงานที่ทำ

เริ่มลงมือทำงานภายในวันที่ 13 สิงหาคม2534 และให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 และต่อมาจำเลยตกลงต่ออายุสัญญาจ้างให้โจทก์รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกต่ออายุสัญญาจ้างให้โจทก์ 59 วัน เป็นครบกำหนดอายุสัญญาจ้างในวันที่2 มกราคม 2536 และครั้งที่ 2 โจทก์กับจำเลยได้ตกลงแก้ไขสัญญาจ้างดังกล่าวโดยได้แก้ไขเพิ่มเติมแบบรูปบางส่วนและได้เพิ่มระยะเวลาในการทำงานจ้างอีก 235 วัน เป็นครบกำหนดอายุสัญญาจ้างในวันที่25 สิงหาคม 2536 โจทก์ได้ทำงานตามสัญญาจ้างดังกล่าวแล้วเสร็จบริบูรณ์และได้ส่งมอบงานที่จ้างทั้งหมดให้จำเลยแล้ว และโจทก์ได้รับชำระเงินค่าจ้างจากจำเลยครบถ้วนแล้ว ดังนี้1. งานงวดที่ 1 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 11ธันวาคม 2534 เป็นเงินค่างานจำนวน 4,360,000 บาท

จำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายจำนวน187,480 บาท และจำเลยหักเงินค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 10 ของค่างานจำนวน 436,000 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 3,736,520 บาท2. งานงวดที่ 2 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 9มีนาคม 2535 เป็นเงินค่างานจำนวน 6,104,000 บาท จำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายจำนวน 262,472 บาท และ หักเงินค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 10ของค่างานจำนวน 610,400 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 5,231,128 บาท3.

งานงวดที่ 3 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1มิถุนายน 2535 เป็นเงินค่างานจำนวน 6,104,000 บาท จำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายจำนวน 262,472 บาท และจำเลยหักเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 5,231,128 บาท4. งานงวดที่ 4 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 9สิงหาคม 2535 เป็นเงินค่างวดจำนวน 6,104,000 บาท จำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายจำนวน 262,472 บาท และ จำเลยหักเงินค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 10ของค่างานจำนวน 610,400 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย

จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 5,231,128 บาท5. งานงวดที่ 5 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่2 พฤศจิกายน 2535 เป็นเงินค่างานจำนวน 6,104,000 บาท จำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายจำนวน 262,472 บาท และจำเลยหักเงินค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 10 ของค่างานจำนวน 610,400 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 5,231,128 บาท6. งานงวดที่ 6 ถึง 8 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่15 มิถุนายน 2536 สำหรับงานงวดที่ 6 เป็นเงินค่างานจำนวน6,104,000 บาท งานงวดที่ 7 เป็นเงินค่างานจำนวน 6,976,000 บาทสำหรับงานที่ 8 เป็นเงินค่างานจำนวน 4,360,000 บาท

รวมเป็นเงินค่างานงวดที่ 6 ถึงงวดที่ 8 จำนวน 17,440,000 บาท จำนวนหักภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่น ณ ที่จ่ายสำหรับงานงวดที่ 6 ถึงงวดที่ 8 เป็นเงินค่าภาษีจำนวน 789,920 บาทและจำเลยได้หักเป็นเงินค่าปรับเนื่องจากการส่งมอบงานล่าช้าเป็นเงินจำนวน 7,150,400 บาท และจำเลยได้หักเงินค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 10 ของค่างานจำนวน 1,744,000 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 7,795,680 บาท7. งานงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 13 โจทก์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 เป็นเงินค่างานงวดที่ 8 จำนวน6,976,000 บาท

เงินค่างานงวดที่ 10 จำนวน 4,360,000 บาทเงินค่างานงวดที่ 11 จำนวน 6,104,000 บาท เงินค่างานงวดที่ 12จำนวน 6,104,000 บาท เงินค่างานงวดที่ 13 จำนวน 17,440,000 บาทรวมเป็นเงินค่างานงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 13 จำนวน 40,984,000 บาทจำเลยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นณ ที่จ่าย จำนวน 1,762,312 บาท และจำเลยได้หักเป็นเงินค่าปรับสำหรับการส่งมอบงานล่าช้าจำนวน 2,441,600 บาท และจำเลยได้คืนเงินค่าประกันผลงานสำหรับงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8 ให้แก่โจทก์จำนวน 1,216,000 บาท คงเหลือเงินสุทธิที่จำเลยชำระให้โจทก์ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 37,996,088 บาท วันที่ 24 ธันวาคม 2534โจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่ 4และแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียน (โจทก์) มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยผู้ประกอบการจดทะเบียน (โจทก์) ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มบวกเข้าในค่าบริการ ไม่ใช่มาฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการ (จำเลย) ในภายหลัง เห็นว่าแม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 82 จะบัญญัติให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ประมวลรัษฎากรมาตรา 82/4 วรรคหนึ่งก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรตามใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย

จ.2 แผ่นที่ 12 และ 13 โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคสอง มิใช่บทบัญญัติบังคับให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเสนอหรือแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วแต่เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้ประกอบการที่จะเสนอหรือแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มบวกเข้าไปในค่าบริการไม่ใช่มาฟ้องร้องภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยในภายหลังจึงฟังไม่ขึ้น ฉะนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพระราชกำหนด (ที่ถูกเป็นพระราชกฤษฎีกา) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 249)พ.ศ. 2535 มาตรา 3 มิใช่เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้ประกอบการที่จะเลือกเสียภาษีการค้าตามกฎหมายเก่าหรือภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายใหม่ก็ได้นั้น กฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่าหากผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีการค้าในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก็ให้ได้รับการเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามสัญญาดังกล่าว เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวให้สิทธิผู้ประกอบการเลือกปฏิบัติ ถ้าผู้ประกอบการไม่เลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4ภาษีการค้า ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าจ้างของงานงวดที่ 1 โจทก์ได้นำไปยื่นไว้ในแบบ ภ.ค.40 ของเดือนภาษีมกราคม 2535 ค่าจ้างงวดที่ 2 โจทก์ได้ยื่นไว้ในแบบ ภ.ค.40 ของเดือนภาษีเมษายน 2535 ค่าจ้างงวดที่ 3 โจทก์ได้ยื่นในแบบ ภ.ค.40ของเดือนภาษีมิถุนายน 2535 และค่าจ้างงวดที่ 4 โจทก์ได้ยื่นไว้ในแบบ ภ.ค. 40 ของเดือนภาษีกันยายน 2535 แสดงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ภาษีการค้าในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องเสียภาษีการค้าต่อไปนั้นปรากฎว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นที่จำเลยได้หักจากเงินค้าจ้างที่จ่ายให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2535 (ค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 13) และกรมสรรพากรได้คืนให้โจทก์แล้ว และนายวีระชัย

ตันติกุล พยานจำเลยก็เบิกความว่าสำหรับกรณีของโจทก์ซึ่งยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการค้าทั้งสองแบบ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมสรรพากรโดยแจ้งไปยังส่วนราชการคู่สัญญา (จำเลย) ขอใช้สิทธิเรียกภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากผู้ว่าจ้าง (จำเลย) ทำการหักภาษีการค้าไว้ต่อไปการที่โจทก์มายื่นรายการเพื่อเสียภาษีการค้าจึงอาจเป็นเพราะโจทก์เข้าใจผิดจึงไม่ถือว่าโจทก์ได้เลือกเสียภาษีการค้าและได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่จำเลยอุทธรณ์

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้นำสืบว่าค่าจ้างจำนวน 87,200,000 บาท ไม่ได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในค่าจ้างแล้วนั้น นายจรูญ จันทร์จำรัสแสง กรรมการโจทก์เบิกความว่าสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์จำเลยทำขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2534 สำหรับราคาค่าก่อสร้างเป็นราคาเฉพาะ ค่าก่อสร้างไม่รวมค่าภาษี นายวิชัย จึงรักเกียรติผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรกรมสรรพากร พยานโจทก์ก็เบิกความว่าในกรณีที่ส่วนราชการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างกับเอกชน โดยสัญญาทำขึ้นก่อนวันที่1 มกราคม 2535 และสัญญามีผลต่อเนื่องมาภายหลังวันที่ 1 มกราคม 2535ในส่วนของเนื้องานที่ทำขึ้นหลังวันที่ 1 มกราคม 2535 ผู้รับจ้างมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนราชการได้ในอัตราร้อยละ 7ของค่าจ้าง แต่ปรากฎว่าในทางปฏิบัติส่วนราชการไม่ยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากมิได้ตั้งงบประมาณไว้ จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้นำสืบว่าค่าจ้างจำนวน 87,200,000 บาท

มิได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ว่าเงินค่าจ้างได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นไว้หรือไม่ในใบเสนอราคาของโจทก์ระบุรวมค่าภาษีไว้ด้วยจึงน่าเชื่อว่าค่าจ้างจำนวน 87,200,000 บาท รวมภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นไว้ด้วย แต่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 อันเป็นวันที่ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลใช้บังคับจึงเป็นไปไม่ได้ที่ค่าจ้างดังกล่าวจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ด้วยปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจะต้องนำภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นอัตราร้อยละ 3.3 หักออกจากยอดเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าค่าจ้างดังกล่าวมีภาษีการค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 3.3 รวมอยู่ด้วยแต่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ฐานภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ และคำว่า "มูลค่า" นั้นมาตรา 79 วรรคสอง ให้หมายความถึงเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า โจทก์ได้รับภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นคืนจากกรมสรรพากรแล้วเงินค่าภาษีดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับอันเป็นฐานภาษีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉะนั้นจึงนำเงินค่าภาษีดังกล่าวหักออกจากยอดเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้จะต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 จากยอดฐานก่อนหักภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นได้ผลลัพธ์เท่าใด จึงนำภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นร้อยละ 3.3 มาหักออก ที่เหลือจึงเป็นยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า จะต้องนำค่าปรับที่โจทก์ถูกปรับสำหรับการส่งมอบงานล่าช้าหักออกจากเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ นายวิชัยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรกรมสรรพากรพยานโจทก์เบิกความว่าค่าปรับในการก่อสร้างงานล่าช้าเงินส่วนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในคำอุทธรณ์ของโจทก์ก็ระบุว่าต่อมาเมื่อจำเลยตกลงต่ออายุสัญญาจ้างให้โจทก์เป็นกำหนดอายุสัญญาจ้างในวันที่ 25 สิงหาคม 2536ตามสัญญาแก้ไขที่ 2/2537 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2536 แล้ว จำเลยก็ได้คืนค่าปรับจำนวน 9,592,000 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม2537 ด้วยเช็คธนาคารแห่งประเทศไทย บางขุนพรหมฉบับเลขที่ 6-096-71 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และจำเลยไม่ได้คัดค้านในคำแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด

เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ฐานภาษีได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับ ฉะนั้นจึงไม่ต้องนำค่าปรับที่โจทก์ถูกปรับสำหรับการส่งมอบงานล่าช้าหักออกจากเงินค่าจ้างก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยหรือไม่ ในอัตราเท่าใดตั้งแต่เมื่อใด

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ต้องไปกู้เงินธนาคารทหารไทย จำกัดไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยและต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นั้นนายจรูญกรรมการโจทก์เบิกความว่าโจทก์ไม่มีเอกสารที่ระบุโดยเฉพาะว่าเงินจำนวนไหนที่โจทก์ได้กู้มาเพื่อชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้กู้เงินธนาคารทหารไทย จำกัด และเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีมาชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก เท่านั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ

จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 13 ให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ได้ชำระเงินค่าจ้างงานงวดดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระจึงได้ชื่อว่าผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าจ้างงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 13 จากจำเลยได้นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับชำระเงินค่าจ้างแต่ละงวดแล้ว เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมาตรา 82/4 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มถึงกำหนดชำระ แต่เมื่อจำเลยชำระค่าจ้างงานแต่ละงวดโจทก์เพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น

เมื่อโจทก์ยังมิได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ การที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่เมื่อต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการเลือกเสียภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15ตุลาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 29 จำเลยได้รับหนังสือในวันดังกล่าวแล้วไม่ชำระจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรกโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าจ้างงวดที่ 1 ถึง 4 นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าจ้างงวดที่ 5 ถึง 13 โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่โจทก์ได้รับค่าจ้างในแต่ละงวดจนกว่าจำเลยจะชำระแล้วเสร็จ ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจึงไม่ชอบโจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ของยอดเงินค่าจ้างตามสัญญา 87,200,000 บาท เป็นเงิน 6,104,000 บาท

โจทก์ได้รับคืนภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องถิ่นแล้ว 2,877,600 บาทจำเลยคงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์อีกเพียง 3,226,400 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,226,400 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างในแต่ละงวดจนกว่าจำเลยจะชำระแล้วเสร็จ เว้นแต่ภาษีลูกค่าเพิ่มของค่าจ้างสำหรับงานงวดที่ 1 ถึง 4ให้นับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอนอกจากนี้ให้ยก

Matter details

Panel of judges
จำลอง สุขศิริ · ยงยุทธ ธารีสาร · สันติ ทักราล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2959/2540

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นสัญญาให้บริการที่โจทก์ได้ทำกับจำเลยซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล โดยสัญญานั้นได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 และมีงานให้บริการตามสัญญาส่วนที่เหลือที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตั้ง…

Supreme Court Judgment No. 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

Supreme Court Judgment No. 3375/2549

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เ…

Supreme Court Judgment No. 4265/2539

จำเลยเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แต่ผิดสัญญา โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายไปตามใบเสร็จรับเงินซึ่งระบุว่า ค่าประมูลรถยนต์ 365,000 บาทภาษีมูลค่าเพิ่ม 25,550 บาท ยอดรวม 390,550 บาท เมื่อปรากฏว่าโจทก์กั…

Supreme Court Judgment No. 2612/2538

โจทก์ได้ทำสัญญาขายเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งเสร็จแก่จำเลย แล้วต่อมาโจทก์ผิดสัญญาส่งมอบเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งให้แก่จำเลยไม่ทันกำหนดตามสัญญา โดยสัญญาฉบับพิพาท ข้อ 6 ระบุไ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up