Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2969/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มาตรา 5 ที่ใช้บังคับขณะที่มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งสอง แตกต่างจาก ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 เมื่อไม่ปรากฏว่า ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่ผู้เสียหายทั้งสองเข้าให้การตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว และคดีนี้ไม่ใช่คดีความผิดที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ เป็นเพียงคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองมิได้มีการร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำดังที่บัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไข) แต่อย่างใด การที่พนักงานสอบสวน ถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองและบันทึกไว้จึงชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดหรือใช้ราคาให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,500 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 4,500 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หรือใช้ราคาให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 3,500 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า เกิดจากเจตนาของผู้กระทำความผิดที่ลงมือกระทำความผิดโดยการฉกฉวยเอาทรัพย์ โดยผู้กระทำความผิดไม่มีเจตนาหลักในการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม แต่อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ในตัว จนอาจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตายซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น การที่จำเลยใช้สองมือจับและบีบข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า จึงเป็นทั้งความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานชิงทรัพย์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ก็ชอบที่จะลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ได้นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ว่า เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ประการหนึ่ง และในการลักทรัพย์นั้นได้กระทำโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอีกประการหนึ่ง ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ว่า เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ประการหนึ่ง และในการลักทรัพย์นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอีกประการหนึ่ง จึงเห็นได้ว่ากฎหมายได้บัญญัติลักษณะหรือวิธีการลงมือกระทำความผิดแต่ละอย่างตามความหนักเบาของการกระทำซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้กระทำในแต่ละฐานความผิดไว้โดยเฉพาะ

เมื่อความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลงมือลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติลักษณะในการกระทำความผิดถึงการใช้แรงกายภาพหรือขู่เข็ญว่าจะใช้แรงกายภาพอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าของทรัพย์ เพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยมุ่งหมายให้การเอาทรัพย์นั้นเป็นผลสำเร็จดังเช่นความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่สามารถถือได้ว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ในตัว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับได้โทษหนักขึ้นหากผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

อันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย จึงแสดงว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ย่อมต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ด้วยในตัวนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงผลของการกระทำความผิดที่ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 มิใช่ผลที่เกิดจากการกระทำโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง จึงมิใช่ข้อที่แสดงว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อาจมีการใช้กำลังประทุษร้ายอยู่ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์ฎีการับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยใช้สองมือจับและบีบข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้า โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรืออ้างมาตราตามกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงต้องถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความเนื่องจากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ เนื่องจากมิได้ทำต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มาตรา 5 ที่ใช้บังคับในขณะที่มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งสอง บัญญัติว่า "ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ

ความผิดฐานกรรโชก ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก ซึ่งผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอ การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น..."ต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20)

พ.ศ.2542 มาตรา 5 ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีและผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอหรือในคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองเข้าให้การ ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับและคดีนี้ไม่ใช่คดีความผิดที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ เป็นเพียงคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจำคุก

ผู้เสียหายทั้งสองมิได้มีการร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไข) แต่อย่างใด การที่พนักงานสอบสวนถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองและบันทึกไว้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าการถามปากคำผู้เสียหายทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าบันทึกคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองดังกล่าวมีคำถามและคำตอบเหมือนกันจนเป็นพิรุธว่าพนักงานสอบสวนอาจแต่งเติมขึ้นเองนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์โดยเฉพาะคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองที่เป็นประจักษ์พยานกล่าวถึงข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุ

รวมทั้งการจดจำคนร้ายแล้วเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยมิได้อาศัยคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสอง เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน สำหรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยซึ่งแยกเป็นประเด็นข้อแรกถึงข้อที่ห้า นอกจากเนื้อหาบางส่วนมีการลอกคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว การกล่าวถึงข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุก็ดี อ้างว่าคำเบิกความพยานโจทก์เป็นพิรุธก็ดี ความไม่สมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและน้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็ดีนั้น

ล้วนคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ซึ่งโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาทั้งสิ้น และแม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็เป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อแรกถึงข้อที่ห้าจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ปดารณี ลัดพลี · วิรุฬห์ แสงเทียน · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
Lower court
ศาลจังหวัดอ่างทอง - นายไกรวิช จามรมาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
Supreme Court black case no.
อ.767/2555
Trial court black case no.
อ1819/2552
Trial court red case no.
อ1547/2553
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1375/2563

จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย ส่วนกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2559 ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาด…

Supreme Court Judgment No. 1354/2563

ตามภาพสเก็ตซ์คนร้ายเป็นภาพของคนวัยหนุ่มซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายบอกพันตำรวจโท ธ. ว่าคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ แต่ภาพของจำเลยขณะถ่ายภาพขอมีบัตรประชาชนอายุ 51 ปี เป็นวัยกลางคนค่อนไปทางชรามีลักษณะต่างวัยกัน…

Supreme Court Judgment No. 5922/2562

ในการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้บัญญัติการสอบไว้เฉพาะเหมือนดังเช่นการสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพ…

Supreme Court Judgment No. 7827/2560

การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งหากผู้ต้องหาร้องขอ ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพ…

Supreme Court Judgment No. 3432/2557

ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นความผิดอื่นซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up