Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2983/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ต้องผูกพันโดยตรงต่อผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารจากโจทก์ไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ภายหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกำหนด หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมิใช่เป็นหนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ป.พ.พ. มาตรา 193/33 วรรคหนึ่ง หมายความว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นคงขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกิน 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป ดอกเบี้ยที่ค้างชำระส่วนที่ยังไม่เกิน 5 ปี ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปได้ไม่เกิน 5 ปี ธนาคารโจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของโจทก์เป็นระยะ ๆ ดังน้นหากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในช่วงหลังวันฟ้องในอัตราลอยตัวคือ ในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงินตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 193/30 ป.พ.พ. Section 193/34 ป.พ.พ. Section 369 ป.วิ.พ. Section 142 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 Section 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 และ 11 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์สำนักสาขาถนนเสือป่าเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริการวม 2 ฉบับ เป็นเงินฉบับละ 29,700 ดอลลาร์สหรัฐ โดยตกลงว่า เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้า ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการส่งสินค้านำไปรับสินค้าก่อน และตกลงจะนำเงินมาชำระภายในวันที่ 17 กันยายน 2529 และวันที่ 19 กันยายน 2529 ตามลำดับ

เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์จึงได้ออกใบแจ้งเรียกเก็บเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ในช่วงระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2536 รวมจำนวน 806,734.90 บาท และชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ในช่วงระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2537 รวมจำนวน 210,000 บาท โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแแต่ละฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 จำนวน 1,027,918.82 บาท และตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 จำนวน 2,439,348.67 บาท ในการคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 โจทก์อาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 3,467,267.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 653,071.16 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท ซึ่งเป็นเรื่องโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ออกเงินทดรองแทนผู้อื่นมีกำหนดอายุความ 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระตามฟ้องมีอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเรียกต้นเงินเกินกว่า 2 ปี และดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่เดือนมกราคม 2538 จนถึงวันฟ้องเกินกว่า 5 ปี คดีจึงขาดอายุความในวันที่ 6 ธันวาคม 2545 นับแต่เดือนธันวาคม 2537 ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้หนี้ให้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 653,071.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในอัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี และในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 52,345.38 บาท และดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี และอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 600,725.78 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 และ 11 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริการวม 2 ฉบับ เป็นเงินฉบับละ 29,700 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ. 5 จ. 6 จ. 14 และ จ. 15 โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการส่งสินค้าไปรับสินค้าก่อนโดยตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทภายในวันที่ 17 กันยายน 2529 และวันที่ 19 กันยายน 2529 ตามลำดับ ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วแลกเงินพร้อมคำแปลเอกสารหมาย

จ. 7 ถึง จ. 10 และ จ. 16 ถึง จ. 19 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวรวม 3 ฉบับ ในวงเงิน 500,000 บาท 500,000 และ 1,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 26 ถึง จ. 30 ต่อมาเมื่อครบกำหนดชำระเงิน โจทก์ได้ออกใบแจ้งเรียกเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ. 11 และ จ. 20 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับเพียงบางส่วนคือ จำนวน 806,734.90 และจำนวน 210,000 บาท ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่าหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและตามสัญญาทรัสต์รีซีทขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศตามคำขอของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สินค้าว่าจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต ขณะเดียวกันก็เป็นการที่โจทก์รับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงเป็นกรณีที่โจทก์ต้องผูกพันโดยตรงต่อผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต

โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีท เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารจากโจทก์ไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระเงินแก่โจทก์ภายหลัง

ต่อมาจำเลยที่ 1 รับสินค้าไปแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกำหนด หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมิใช่เป็นหนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ดังจำเลยทั้งสามอุทธรณ์เช่นกัน สำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายใน 10 ปี หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทจึงยังไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า

ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตามสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 16 ธันวาคม 2536 และวันที่ 15 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ โจทก์ต้องฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 6 ธันวาคม 2545 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยจึงขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1)

ดอกเบี้ยค้างชำระ..." ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวหมายความว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นคงขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกิน 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป ดอกเบี้ยที่ค้างชำระส่วนที่ยังไม่เกิน 5 ปี ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไปได้ไม่เกิน 5 ปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2541 ของต้นเงิน 52,345.38 บาท และนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ของต้นเงิน 600,725.78 บาท จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 6 ธันวาคม 2545 นั้น เมื่อนับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปไม่เกิน 5 ปี จึงชอบแล้ว

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 24 และ จ. 25 ว่าโจทก์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของโจทก์เป็นระยะ ๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในกรณีนี้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในช่วงหลังวันฟ้องในอัตราลอยตัวคือ ในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงิน ตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 52,345.38 บาท และ 600,725.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราเงินให้กู้ยืมทุกประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ. 24 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 (เท่ากับอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี) กับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้กู้ยืมฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 13.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 30,000 บาท แทนโจทก์.

Matter details

Panel of judges
พินิจ บุญชัด · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พิชิต คำแฝง
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2555 (ref. 566219)

การที่โจทก์ที่ 921 แก้ไขคำฟ้องโดยจำเลยมิได้ให้การแก้คดีเพิ่มเติม มีผลเพียงว่าจำเลยยอมรับว่ามีมติคณะรัฐมนตรีจริง ส่วนโจทก์ที่ 921 จะมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ อย่า…

Supreme Court Judgment No. 266/2546

ธนาคารโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า ขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงิน…

Supreme Court Judgment No. 3698/2545

สัญญาทรัสต์รีซีทที่ระบุข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าโดยคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารโจทก์ต้องชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรือในอัตราแลกเปลี่ยนข…

Supreme Court Judgment No. 1909/2541

โจทก์เป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ฟ้องให้จำเลยชดใช้ทุน จึงไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(11) แต่กรณีนี้มิได้มีบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ…

Supreme Court Judgment No. 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up