Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3038/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้อง พ. จำเลย และ ล. เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง จำเลยให้การต่อสู้ว่า พ. ขอให้ ล. นำเงินไปไถ่ถอนจำนองบ้านและที่ดินจากธนาคาร แล้ว พ. กับจำเลยจะเปลี่ยนมาจดทะเบียนจำนองกับ ล. แทน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวคือการจดทะเบียนจำนองระหว่าง พ. และจำเลยกับ ล. เป็นการประกันหนี้ที่มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นการแสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาคือเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. หรือ ล. คำเบิกความของจำเลยที่ว่าเงินไถ่ถอนจำนองเป็นของ ล. จึงเป็นข้อสำคัญในคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. มิใช่ของ ล. ตามที่จำเลยยืนยัน คำเบิกความของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีฟังได้ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ส่วนความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้นเมื่อจำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของ พ. ไม่ใช่ของ ล. การกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จว่า เงินที่ไถ่ถอนจำนองเป็นของ พ. จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม), 177 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น และข้อหาเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายพนมกร กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องนายพนมกรเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1533/2555 ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน 42,000,000 บาท คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้นายพนมกรชำระหนี้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวคือในวันที่ 9 มกราคม 2556 นายพนมกรและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์ น้องสาวนายพนมกร ในจำนวนเงิน 2,480,855 บาท

ต่อมาโจทก์มาฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 657/2557 ว่า เงินที่นำมาไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงินของนางลัดดาวัลย์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์ต่อศาลแขวงธนบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ข้อหาร่วมกันโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง คดีถึงที่สุด นายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์จึงต่างฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 4217/2557, อ. 4218/2557 และ อ. 4219/2557 ตามลำดับข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยกล่าวอ้างในฟ้องเช่นเดียวกันว่าการที่โจทก์ฟ้องและเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ของศาลแขวงธนบุรีเป็นความเท็จเนื่องจากความจริงแล้วการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) นางลัดดาวัลย์เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองด้วยเงินของตนเอง และโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ไปขอคัดรับรองสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าว

มิใช่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 หมายเลขแดงที่ 1966/2556 โดยจำเลยเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสามคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีทั้งสามคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ไว้เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไปรับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องนายพนมกร จำเลยและนางลัดดาวัลย์เป็นคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายพนมกรขอให้นางลัดดาวัลย์นำเงินไปไถ่ถอนจำนองบ้านและที่ดินจากธนาคาร แล้วนายพนมกรกับจำเลยเปลี่ยนมาจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์แทน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวคือการจดทะเบียนจำนองระหว่างนายพนมกรและจำเลยกับนางลัดดาวัลย์เป็นการประกันหนี้ที่มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นแสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงประการแรกที่ต้องพิจารณาคือเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกรหรือนางลัดดาวัลย์

หากศาลรับฟังและเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย ที่ว่านายพนมกรไม่สามารถผ่อนเงินกู้กับธนาคารได้ จึงขอให้นางลัดดาวัลย์ซึ่งเป็นน้องสาวมีฐานะดีไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารแล้วจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์แทน ก็ย่อมไม่ฟังว่านายพนมกรมีเจตนาฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อันเป็นผลให้แพ้ชนะในคดีดังกล่าวได้ คำเบิกความที่ว่าเงินไถ่ถอนจำนองเป็นของนางลัดดาวัลย์จึงเป็นข้อสำคัญในคดี แต่จะเป็นความเท็จหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพนมกร และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 จำเลยร่วมกับนายพนมกรทำสัญญาสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ในวงเงินจำนวน 2,500,000 บาท นายพนมกรสั่งจ่ายเช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีตามสัญญาดังกล่าว

ลงวันที่ 7 มกราคม 2556 จำนวน 600,000 บาท และวันที่ 8 มกราคม 2556 จำนวน 500,000 บาท ด้านหลังเช็คทั้งสองฉบับปรากฏลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับเช็คดังกล่าว วันที่ 7 และ 8 มกราคม 2556 นายพนมกรโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางลัดดาวัลย์รวมจำนวน 2,500,000 บาท นอกจากนี้ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2556 ของศาลแพ่งธนบุรีและสำเนาใบสำคัญคดีถึงที่สุด ซึ่งมีคำวินิจฉัยว่านายพนมกรกับจำเลยร่วมกันจดทะเบียนสิทธินิติกรรมที่ดินสามแปลงที่จำเลยอ้างว่าแบ่งกับนายพนมกรเพราะเป็นสินสมรส เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสามแปลง ทั้งยังสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2558 ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารและจดทะเบียนจำนองกับนางลัดดาวัลย์ส่อให้เห็นไปในทางว่ามีเจตนาสมรู้ร่วมกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้

มากกว่าเป็นการทำนิติกรรมธรรมดา ถือเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ตกเป็นโมฆะและให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าว ดังนี้ จากพฤติการณ์ที่ได้ความเชื่อมโยงให้เห็นชัดว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมและธุรกรรมทางการเงิน การจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ร่วมกับนายพนมกรทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนหย่า รวมทั้งการจัดการที่ดินโฉนดเลขที่ 12664 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยตลอด รูปคดีฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกร มิใช่ของนางลัดดาวัลย์ตามที่จำเลยยืนยัน คำเบิกความของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 657/2556 ของศาลแพ่งธนบุรี ฟังได้ว่าเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟ้องโจทก์ว่าฟ้องเท็จและเบิกความเท็จเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4218/2557 หลังจากถูกโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับนายพนมกรและนางลัดดาวัลย์โกงเจ้าหนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1140/2557 ของศาลแขวงธนบุรี โดยจำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงินของนายพนมกร มิใช่ของนางลัดดาวัลย์ การกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จว่าเงินที่ไถ่ถอนจำนองเป็นของนายพนมกร จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่

อ. 4218/2557 ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีความผิดศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นสูงนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) และตามมาตรา 177 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
ชัยรัตน์ ศิลาลาย · ภัทรศักดิ์ วรรณแสง · อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
Lower court
ศาลอาญาธนบุรี - นายภากร กลันทกพันธ์
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
Supreme Court black case no.
อ.212/2561
Trial court black case no.
อ1206/2559
Trial court red case no.
อ4741/2559
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3054/2566

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได…

Supreme Court Judgment No. 2909/2556

ความผิดฐานฟ้องเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ปลอมสัญญากู้เ…

Supreme Court Judgment No. 19980/2555

ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงข้อความที่อ้างว่าเป็นเท็จ โดยมีความจริงว่าอย่างไรและผู้กระทำทราบว่าความที่นำไปฟ้องและเบิกความเป็นเท็จด้วย ที่โจทก์กล่า…

Supreme Court Judgment No. 9941/2553

ตามพฤติการณ์ทั้งโจทก์ ศ. และ น. ต่างมีความประสงค์ที่จะหาเงินเพื่อมาลงทุนค้าขาย เมื่อโจทก์รับว่าจำเลยเป็นผู้ให้กู้ยืมเงิน การที่มีการผิดนัดชำระหนี้ในเวลาต่อมาไม่ว่าด้วยประการใดๆ ย่อมทำให้จำเลยในฐานะผู้…

Supreme Court Judgment No. 8902/2552

เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับ บ. แต่จำเลยจัดให้ บ. และ ฝ. ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญากู้ยืมเงิน การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ร่วมโดยร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up