คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะยิงให้ตาย และใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก , 340 ตรี ลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ลดโทษแล้วคงจำคุก 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาชิงทรัพย์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายนั้น ปรากฏบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องว่า กดเจ็บบริเวณทรวงอก ไม่มีบาดแผล กล้ามเนื้อช้ำ ระยะแรกในการรักษาประมาณ 5 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน และแพทย์ผู้ตาวจเบิกความว่า ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ไม่พบบาดแผล แต่ผู้เสียหายบอกว่าเจ็บตรงกลางหน้าอกจึงมีความเห็นว่ากล้ามเนื้อที่หน้าอกช้ำ รักษาประมาณ 5 วันหายเมื่อผู้เสียหายเพียงแต่เจ็บที่หน้าอกเวลากด ไม่มีรอยฟกช้ำแต่อย่างใดลักษณะเช่นนี้ ถือว่าบาดแผลผู้เสียหายยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 การกระทำของจำเลยเป็นเพียงทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 สำหรับข้อที่จำเลยฎีกาว่า
จำเลยกระทำไปเพราะบันดาลโทสะนั้น ปรากฏว่า ม. พี่ของจำเลยทราบจากคนอื่นพูดกันว่าผู้เสียหายพูดจาดูหมิ่นมารดาของตน เมื่อพบผู้เสียหายยืนอยู่ในที่เกิดเหตุ ม. จึงเดินเข้าไปสอบถามทันใดนั้นจำเลยก็เข้ามาชกต่อยผู้เสียหายทันที ซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้พูดจากดูหมิ่นมารดาจำเลยในขณะเกิดเหตุ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำไปเพราะบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และกระทำต่อผู้เสียหายในขณะที่พูดดูหมิ่นมารดาจำเลย
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391จำคุก 20 วัน ปรับ 600 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์