Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 309/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย มีวัตถุประสงค์จำกัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันในระหว่างผู้เข้าร่วมสัญญา ผู้เอาประกันภัย และบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดเพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้อง รับผิดเท่านั้น หาใช่สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดไม่ โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดในค่าเสียหายส่วนเกินจากที่สละสิทธิเรียกร้องตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 743,223.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 721,575.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 100 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยนั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดไปด้วย เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ เห็นว่า สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยข้อ 2 วรรคแรก มีข้อความระบุว่า "ผู้ร่วมสัญญาตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันต่อรถยนต์ซึ่งเกิดจากการชนหรือความพยายามหลีกเลี่ยงการชนหรือเกิดจากการใช้รถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับผู้ร่วมสัญญา โดยผู้ร่วมสัญญาแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบในความเสียหายของรถยนต์ที่ตนรับประกันภัยไว้ภายใต้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความประมาทของฝ่ายใด" วรรคสอง

มีข้อความระบุว่า "การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามความในวรรคแรกให้หมายความรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องต่อผู้เอาประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาและบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดดังกล่าวด้วย" และบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันข้อ 2 มีข้อความระบุว่า "ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 2 วรรคสอง ของสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันฉบับข้างต้นและให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามความในวรรคแรกให้หมายความรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องต่อผู้เอาประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาและบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดดังกล่าวด้วย เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดเท่านั้น" ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป

แสดงว่า สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยมีวัตถุประสงค์จำกัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันในระหว่างผู้เข้าร่วมสัญญา ผู้เอาประกันภัย และบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิด เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดเท่านั้น หาใช่สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดไม่ ดังจะเห็นได้จากสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย ข้อ 3 ที่ระบุว่า "ผู้ร่วมสัญญาตกลงว่าสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนเกินจำนวนเงินเอาประกันภัยกับผู้ร่วมสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์"

คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างเหตุรถยนต์ที่โจทก์และจำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกันอันเนื่องมาจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เหตุคดีนี้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยและรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปชนรถยนต์คันอื่นได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วเป็นเงิน 950,000 บาท หลังจากหักจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 1 ที่ทำกับจำเลยที่ 2 ที่ได้สละสิทธิเรียกร้องต่อกัน 600,000 บาท

ออกแล้ว คงยังมีค่าเสียหายส่วนเกินที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้อีก ตามข้อสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย ข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าวข้างต้น และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องไปเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดด้วยตนเองนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จสิ้นแล้วโดยจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์มีนายสุกฤษ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ และนายเกียรติศักดิ์ พนักงานประเมินความเสียหายของโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบใบประเมินราคาค่าซ่อมและภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย

กันชนหน้าและกันชนหลังครูดฉีก ฝากระโปรงหน้าและฝาปิดท้ายบุบ ไฟหน้าทั้งสองข้างและไฟท้ายขวาแตก ตัวถังด้านขวาบุบ ประตูหน้าด้านซ้ายและขวาบุบครูดดุ้ง กระจกมองข้างทั้งสองข้างและกระจกบังลมด้านหน้าแตก กระจังหน้าแตก แก้มหน้าซ้ายขวาบุบครูด และประตูเลื่อนซ้ายบุบครูดดุ้ง ยากต่อการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม หากซ่อมแซมแล้วก็ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย เมื่อพิจารณาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 2.1 ระบุว่า "ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง" และย่อหน้าถัดมาระบุว่า "รถยนต์เสียหายสิ้นเชิงในที่นี้หมายถึงรถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้หรือเสียหายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะเกิดความเสียหาย"

รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จึงถือว่าได้รับความเสียหายสิ้นเชิงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่โจทก์ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในตารางให้แก่ผู้เอาประกันภัย 950,000 บาท เมื่อหักกับเงินที่โจทก์ได้มาจากการประมูลขายซากรถยนต์ 231,775.70 บาท คงเหลือ ค่าเสียหาย 718,224.30 บาท ส่วนค่ายกลากรถนั้น นายสุกฤษ พยานโจทก์เบิกความประกอบใบเสร็จรับเงินว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 1,800 บาท จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ชำระค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยจำนวนดังกล่าวไปจริง ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 3 ระบุว่า

"เมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายซึ่งมีการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ บริษัทจะจ่ายค่าดูแลรักษารถยนต์และค่าขนย้ายรถยนต์ทั้งหมด..." การจ่ายค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการจ่ายตามเงื่อนไขความคุ้มครองตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ แต่ในส่วนของค่าสำรวจภัยที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทกรุงเทพเคลม จำกัด เป็นเงิน 1,551.50 บาท นั้น เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโจทก์เองไม่ใช่ค่าเสียหายจากการทำละเมิดโดยตรง โจทก์ต้องเป็นผู้ออกใช้เอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 878 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์

คงมีค่าเสียหายในการที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยถูกชนซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นเงิน 720,024.30 บาท เมื่อหักจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 1 ที่ทำกับจำเลยที่ 2 ที่ได้สละสิทธิเรียกร้องต่อกัน 600,000 บาท ออกแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด 120,024.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจากการขายซากรถยนต์ตามที่โจทก์ขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,024.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · เถกิงศักดิ์ คำสุระ
Lower court
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางศิริยา มหาทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางอัจฉรา วริวงศ์
Supreme Court black case no.
พณ.34/2561
Trial court black case no.
พ672/2558
Trial court red case no.
พ621/2559
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

Supreme Court Judgment No. 733/2561

การใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติด ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 7.2 หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก มีเจตนายกเว้นการใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ในการทำผิดกฎหมายโดยตรงเท่านั้น การที่พบถุง…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 626626)

แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้นก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปทันที นับแต่วันที่มีก…

Supreme Court Judgment No. 2908/2561

จ. ผู้เอาประกันภัย เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจากธนาคาร ธ. หากรถยนต์สูญหายไปโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ธนาคาร ธ. เจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนเหต…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up