Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3110/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการตามที่เห็นสมควร เมื่อโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนนี้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลย การที่โจทก์ไม่สั่งให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเด็กหญิง ส. และเด็กหญิง น. ไว้เป็นพยานและนำมาเบิกความต่อศาลจึงไม่เป็นพิรุธแต่ประการใด การที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ จำเลยย่อมมีหน้าที่ปกครองดูแลผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์ของจำเลย เมื่อจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายจำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80, 277 วรรคสอง (เดิม), 284 วรรคแรก, 285

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคสอง, 284, 285 และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 2624/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 277 วรรคสอง, 284 (ที่ถูก 284 วรรคแรก), 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงซึ่งมีอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามหน้าที่ราชการ จำคุก 6 ปี 3 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2577/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำลยได้หลอกลวงพาผู้เสียหายให้เข้าไปในห้องน้ำเพื่อการอนาจาร และได้พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์ที่อยู่ในความดูแลของตนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลา 15 นาฬิกาเศษ ขณะที่ผู้เสียหายและเด็กหญิง น. และเด็กหญิง ส. กำลังจะกลับบ้าน จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายกับเด็กหญิง น. และเด็กหญิง ส. ไปช่วยกันเก็บขยะในโรงเรียน โดยบอกให้เด็กหญิง น. และเด็กหญิง ส. นำขยะไปทิ้งที่กองขยะใกล้กับอาคารเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ส่วนผู้เสียหายนำขยะไปทิ้งที่กองขยะใกล้กับห้องน้ำชาย แล้วจำเลยเดินตามผู้เสียหายไปและบอกให้ผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ

จำเลยตามเข้าไปปิดประตูห้องน้ำและสั่งให้ผู้เสียหายถอดกางเกงในและถอดกระโปรงออก ต่อจากนั้นจำเลยก็ถอดกางเกงขายาวและกางเกงในของจำเลยออกแล้วจำเลยนั่งลงบนปากถังน้ำจับผู้เสียหายขึ้นนั่งตักหันหน้าเข้าหาจำเลยและเอาอวัยวะเพศของจำเลยมาใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายและถูไถจนน้ำอสุจิของจำเลยหลั่งเปื้อนหว่างขาของผู้เสียหาย จำเลยให้เงินผู้เสียหาย 5 บาท แล้วสั่งให้สวมเสื้อผ้ากลับบ้าน โดยกำชับไม่ให้บอกเล่าเรื่องราวให้ใครทราบ ในข้อนี้โจทก์มีเด็กหญิง อ. ซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นพี่ของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาบ่ายพยานเข้าไปถ่ายปัสสาวะในห้องน้ำหญิงซึ่งอยู่ติดกับห้องน้ำชาย พยานได้ยินเสียงจำเลยสั่งให้ผู้เสียหายถอดกางเกงในและกระโปรงออก

พยานจึงรีบออกจากห้องน้ำไปนำเก้าอี้มาปีนดูเหตุการณ์ในห้องน้ำทางช่องลม เห็นจำเลยเอาอวัยวะเพศถูไถอวัยเพศของผู้เสียหายนานสามสี่นาทีแล้วจำเลยให้เงินผู้เสียหาย 10 บาท และสั่งให้สวมเสื้อผ้าออกจากห้องน้ำไป พยานจึงไปเล่าเรื่องราวที่พบเห็นให้ พ. มารดาของพยานทราบ โดยโจทก์มี พ. เป็นพยานเบิกความประกอบคำเด็กหญิง อ. ว่า เด็กหญิง อ. ได้เล่าให้พยานฟังว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องน้ำที่โรงเรียนจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมี ท. เป็นพยานเบิกความว่า ในตอนเย็นวันเกิดเหตุพยานได้ยินเสียงเด็กหญิง ส. คุยกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันว่าจำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ พยานนึกสะกิดใจว่าจำเลยจะกระทำมิดีมิร้ายต่อเด็กหญิง ส. ในวันรุ่งขึ้นพยานจึงบอกเล่าเรื่องราวให้

น. ทราบ เมื่อ น. สอบถามผู้เสียหายจึงทราบว่าจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องน้ำจริง ความข้อนี้โจทก์มี ด. และ น. เป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์เหล่านี้ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะผู้เสียหายและเด็กหญิง อ. มีอายุเพียง 7 ปีเศษ และ 10 ปี ตามลำดับ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เคยมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่ตนรู้เห็น โดยไม่ได้ปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษคำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟัง

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับ ย. หลายเรื่อง และปักใจเชื่อว่า ย. น่าจะมีส่วนครอบงำให้ ด. กับ น. ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นใส่ร้ายปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เห็นว่า ย. ไม่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับ ด. กับ น. จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ ด. กับ น. จะยอมตนเป็นเครื่องมือของ ย. หาเหตุกลั่นแกล้งให้ต้องรับโทษดังที่จำเลยฎีกา

อนึ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่โจษขานกันทั่วทั้งหมู่บ้าน ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงของผู้เสียหายและครอบครัวอย่างร้ายแรงจึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะหาเหตุปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นใส่ร้ายจำเลยด้วยเรื่องเช่นนี้ ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คำเบิกความของเด็กหญิง อ. ไม่น่าเชื่อถือเพราะเด็กหญิง อ. เบิกความรับว่าช่องลมของห้องน้ำชายเป็นช่องทแยงขึ้นข้างบนจึงไม่น่าเชื่อว่าเด็กหญิง อ. จะมองเห็นเหตุการณ์ในห้องน้ำนั้น เด็กหญิง อ. เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ช่องลมดังกล่าวเว้นระยะห่างกันเป็นช่องกว้างพอที่จะเห็นเหตุการณ์ในห้องน้ำได้ คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงไม่เป็นพิรุธดังที่จำเลยฎีกา

ที่จำเลยฎีกาว่า หากในวันเกิดเหตุผู้เสียหายเก็บขยะอยู่กับเด็กหญิง ส. และเด็กหญิง น. จริงโจทก์น่าจะนำบุคคลทั้งสองมาสอบเป็นพยานและนำมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลแต่โจทก์หาได้ทำเช่นนั้นไม่ ดังนั้น การกล่าวอ้างและนำสืบของโจทก์จึงมีเหตุน่าสงสัยนั้น เห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการตามที่เห็นสมควร เมื่อโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนมีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลย การที่โจทก์ไม่สั่งให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเด็กหญิง ส. และเด็กหญิง น. ไว้เป็นพยานและนำมาเบิกความต่อศาลจึงไม่เป็นพิรุธแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีพยานบุคคลหลายปากซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือต่างเบิกความว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยทำหน้าที่จัดสถานที่สำหรับเลี้ยงส่งข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายในช่วงเวลาสั้นๆ การที่จำเลยช่วยจัดสถานที่ในงานเลี้ยงจึงไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดดังที่จำเลยฎีกา ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า จำเลยเป็นผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนชุมชนบ้านโพนงาม - โพนสว่าง แต่ไม่ได้สอนในชั้นที่ผู้เสียหายเรียนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ จำเลยย่อมมีหน้าที่ปกครองดูแลผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์ของจำเลย เมื่อจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
กำพล ภู่สุดแสวง · สถิตย์ ทาวุฒิ · อิศเรศ ชัยรัตน์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8082/2567

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงห…

Supreme Court Judgment No. 5524/2567

แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ก. แล้ว และอำนาจปกครองของผู้เสียหายตามกฎหมายเป็นของ ก. ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ ก. พาผู้เสียหายไปฝากให้พักอาศัยอยู่กับจำเลยซึ่งก่อนเกิ…

Supreme Court Judgment No. 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

Supreme Court Judgment No. 4391/2565

จำเลยเป็นบิดาเลี้ยงของผู้เสียหายบังคับกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและมิใช่ภริยาของจำเลย โดยข่มขู่ผู้เสียหายว่าห้ามนำเรื่องไปบอกใคร มิฉะนั้นจะให้อมอวัยวะเพศของจำเลยตลอดชีวิต พ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2563 (ref. 704639)

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up