Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3114/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 76 ที่กำหนดให้ใช้ค่าทดแทนตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดนั้น หมายถึงราคาธรรมดาที่อาจจะซื้อขายกันในท้องตลาดตามความเป็นจริงในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่นำสืบได้ มิใช่หมายความว่าถ้าในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดินก็จะต้องถือเอาราคาประเมินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทน ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 67 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ที่ได้รับหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินนั้นตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนใช้บังคับ เมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2520 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินเพิ่มแก่โจทก์โดยให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2525 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 3 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้นำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง แต่คดีนี้โจทก์มิได้ฎีกาเป็นแต่กล่าวมาในคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นในกรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นทางหลวง

จำเลยให้การว่าได้คำนวณและกำหนดค่าทดแทนให้ถูกต้องแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งหกสำนวนเพิ่มขึ้นบางส่วนโจทก์ห้าสำนวนและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก จำเลยที่ 3 ทั้งหกสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 สามารถนำสืบได้ว่าในระหว่างวันที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนใช้บังคับไม่มีการซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงนั้นเห็นว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 76 ที่กำหนดให้ใช้ค่าทดแทนตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดนั้น หมายถึงราคาธรรมดาที่อาจจะซื้อขายกันในท้องตลาดตามความเป็นจริงในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถนำสืบได้ มิใช่หมายความว่าถ้าในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดินก็จะต้องเอาราคาประเมินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทน

เพราะเป็นคนละราคาและราคาประเมินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของทางราชการนั้นอาจจะต่ำหรือสูงกว่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไปปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์นำสืบได้หรือไม่ว่า ราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดมีราคาตารางวาละเท่าใด ปัญหานี้ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าที่ดินของโจทก์ทุกสำนวนอยู่ติดซอยอุทัย ซึ่งแยกจากถนนประชาธิปกเป็นซอยกว้างประมาณ 12 เมตร มีรถประจำทางวิ่งผ่านซอยอุทัย 2 สาย บริเวณที่ดินของโจทก์ทั้งหกสำนวนเป็นทำเลค้าขาย การซื้อขายที่ดินบริเวณนั้นโจทก์คดีหมายเลขดำที่ 15417/2525เบิกความว่า ร้านอีแอ่นซึ่งอยู่ห่างที่ดินของโจทก์ดังกล่าว 5 ห้องซื้อขายกันเป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งเมื่อได้ตรวจสอบแผนที่ที่ดินบริเวณที่ถูกเวนคืนกับเลขที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินของนางอุไร

คือเลขที่ดินที่ 1112 และ 1136 ประกอบกับรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการจัดซื้อที่ดินและชดเชยค่ารื้อถอนอาคารฯ ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2524 (หน้า 4) แล้ว ปรากฎว่าร้านอีแอ่นก็คือที่ดินของนางอุไร ศักดิ์วานิชกุล นั่นเอง จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าที่ดินของนางอุไรซึ่งอยู่ห่างที่ดินของโจทก์คดีหมายเลขดำที่ 15417/2525 ประมาณ 5 ห้องซื้อขายกันเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2515 เนื้อที่ดิน 16.7 ตารางวา รวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน 600,000 บาท เมื่อหักค่าก่อสร้างออก 100,000บาท จะเป็นราคาที่ดินตารางวาละ 29,940 บาท เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าราคาที่ดินในปี พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นปีที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับนั้น ราคาย่อมจะสูงกว่าในปี พ.ศ. 2515 ดังนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดของที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์คดีหมายเลขดำที่ 15417/2525ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับนั้นย่อมมีราคาสูงกว่าตารางวาละ29,940 บาท

ดังนั้นการที่ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามหมายเลขดำที่ 15417/2525 ตารางวาละ 15,000 บาท และโจทก์คดีดังกล่าวมิได้อุทธรณ์ฎีกานับว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 3อยู่แล้วสำหรับโจทก์อีก 5 สำนวนนั้น เมื่อดูจากแผนที่ที่ดินบริเวณที่ถูกเวนคืนแล้วจะเห็นว่าที่ดินของโจทก์คดีหมายเลขดำที่ 15417/2525อยู่บริเวณปากซอยอุทัย ส่วนของโจทก์อีก 5 สำนวนอยู่เข้ามาในซอยและคำเบิกความของโจทก์คดีหมายเลขดำที่ 15419/2525 และ15519/2525 ที่ว่า ห้องของตนเป็นห้องที่ 16 และ 17 นับจากปากซอยอุทัยแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดไม่น่าจะแตกต่างกันมาก ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนให้ในราคาตารางวาละ 10,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ดีในปัญหาเรื่องดอกเบี้ยนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 67 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่ม ให้เจ้าของได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนใช้บังคับ คือ วันที่ 1 มกราคม 2520 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 เสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2525 จึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นแต่กล่าวมาในคำแก้ฎีกา โดยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจจะแก้ไขได้"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชูเชิด รักตะบุตร์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ถาวร ตันตราภรณ์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 706445)

การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้…

Supreme Court Judgment No. 3139/2567

ตามระเบียบของผู้ร้องกำหนดให้การลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีหรือแต่งตั้งทนายความ ต้องประทับตราผู้ร้อง และที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของผู้ร้องมีมติมอบ…

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 647/2567

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 704041)

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง แต่คู่ความอาจขออนุญาตฎีกาได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up