คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 309, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 12 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 ศาลชั้นต้นถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศและในการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง จำคุกคนละ 3 ปี
จำเลยทั้งสี่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิด เห็นสมควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดที่ศาลชั้นต้นลงโทษเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า นางสาวคมภาส ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางจากประเทศไทยไปประเทศเดนมาร์กและนางสาวดวงจันทร์ ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางจากประเทศไทยไปประเทศเดนมาร์ก ต่อมาผู้เสียหายทั้งสองเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้นนางพิภาวี เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พาผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีพงษ์ไสว ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปราศจากเสรีภาพและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และ 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้
ถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามฐานความผิดที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองตกเป็นจำเลยและให้การต่อสู้คดีในข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตในศาลของประเทศเดนมาร์ก ศาลยกฟ้องเพราะถูกบังคับให้ค้าประเวณี เมื่อผู้เสียหายทั้งสองหนีออกจากสถานที่ค้าประเวณีก็ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศเดนมาร์ก เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในประเทศเดนมาร์กและผู้เกี่ยวข้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกร่วมหลอกลวง ล่อลวง ให้ผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์กและมีการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ในเบื้องต้น โดยมีนางสายหยุด
เจ้าหน้าที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยานโจทก์เบิกความสนับสนุน ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางจากประเทศเดนมาร์กกลับถึงประเทศไทยก็ได้แจ้งแก่นางพิภาวี เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกร่วมกันหลอกลวง ล่อลวง ให้ผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์ก ขอให้ช่วยพาผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์ ผู้เสียหายทั้งสองร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจตรีพงษ์ไสว พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวง ล่อลวงผู้เสียหายทั้งสองให้ไปค้าประเวณีว่ามีงานทำที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 3 ที่ประเทศเดนมาร์ก จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายทั้งสองมาส่งที่สนามบินดอนเมือง จำเลยที่ 3 กับพวกไปรับผู้เสียหายทั้งสองที่ประเทศเยอรมันแล้วเดินทางมาที่ประเทศเดนมาร์กและผู้เสียหายทั้งสองได้ค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์ก ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสอง ดังนั้นพยานบอกเล่าดังกล่าวมาข้างต้น ตามสภาพ ลักษณะ