Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3180/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์มีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่1ให้เสร็จเด็ดขาดไปเหตุที่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันนัดเกิดจากการบิดพลิ้วของจำเลยที่1ที่ไม่ไปตามกำหนดนัดต่อมาจำเลยที่1ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่2ซึ่งทราบดีว่าจำเลยที่1จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่1ไม่เคยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์และตั้งแต่จำเลยที่2ซื้อที่ดินพิพาทมาจนกระทั่งขายให้จำเลยร่วมทั้งสองจำเลยที่2ไม่เคยมีโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองแทนผิดปกติวิสัยผู้ที่ทำการซื้อขายที่ดินกันโดยทั่วไปไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายกันโดยสุจริตการที่จำเลยที่2รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่1จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่1เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา237 ผู้ได้ลาภงอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา237หมายถึงผู้ที่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรงส่วนบุคคลภายนอกในมาตรา238เป็นผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ได้รับโอนที่ดินพิพาทของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้จึงเป็นบุคคลภายนอกตามความหมายของมาตรา238หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา237ไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2532 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ กับจำเลยที่ 1 ในราคา 300,000บาท โดยวางเงินมัดจำจำนวน 20,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 กันยายน 2532 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายอมเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ถือเป็นการผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตซึ่งจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ

โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาและรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและดอกเบี้ยจำนวน 81,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดเลขที่ 16549 แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเพื่อจดทะเบียนกลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จับกุมคุมขังไว้และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดเลขที่ 16549และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้จับกุมคุมขังไว้จนกว่าจะส่งมอบ และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารท้ายฟ้องกับโจทก์ ลายมือชื่อในช่องผู้จะขายไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 16549 จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายประคอง มีล้ำและนางรัชภรณ์ มีล้ำ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและปราศจากข้อผูกพัน โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2จำเลยร่วมทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกไม่เคยทราบความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบมูลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมาก่อน จำเลยร่วมทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2กับจำเลยร่วมทั้งสอง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 16549 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมทั้งสองตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 และ 28 ตุลาคม 2535 ตามลำดับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้โจทก์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 280,000 บาท แก่จำเลยที่ 1หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่2 มีนาคม 2539 นายสงคราม โตแสง ทายาทของจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่11 กันยายน 2532 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1ในราคา 300,000 บาท วางเงินมัดจำให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน20,000 บาท ตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 25 กันยายน 2532หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด ยอมเสียค่าปรับ 60,000 บาท ต่อมาวันที่29 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันนัดดังกล่าวน่าเชื่อว่าเกิดจากการบิดพลิ้วของจำเลยที่ 1 ไม่ไปตามกำหนดนัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ราคาถึง 700,000 บาทสูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์ 400,000 บาท แสดงให้เห็นถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 บิดพลิ้วไม่มาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ยิ่งขึ้น จำเลยที่ 2 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 1 มีบ้านอยู่ชิดติดกันมีอาชีพเป็นนายหน้าขายที่ดินด้วยกันย่อมทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความว่า ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1ในราคา 700,000 บาท

ชำระเป็นเงินสดให้จำเลยที่ 1ก่อน 300,000 บาท และรับภาระชำระหนี้นางสุวรรณาแทนจำเลยที่ 1 อีก 400,000 บาท จำไม่ได้ว่านางสุวรรณาคิดดอกเบี้ยเท่าไร ถ้านางสุวรรณาคิดเท่าไรก็จะจ่ายเท่านั้น และตั้งแต่ซื้อที่ดินพิพาทมาจนกระทั่งขายให้จำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2ไม่เคยมีโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองเลย ผิดปกติวิสัยผู้ที่ทำการซื้อขายที่ดินกันโดยทั่วไปจึงไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายกันโดยสุจริต ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1เสียเปรียบเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ส่วนฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองที่ว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ซึ่งบัญญัติว่า

เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทจำเลยร่วมทั้งสองไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า โจทก์ฟ้องคดีเพิกถอนการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2นั้น เห็นว่า ผู้ได้ลาภงอกในมาตรา 237 หมายถึงผู้ที่เป็นคู่กรณีทำนิติกรรมกับลูกหนี้โดยตรง ส่วนบุคคลภายนอกในมาตรา 238เป็นผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ที่ได้รับโอนที่ดินพิพาทของลูกหนี้ต่อจากผู้ทำนิติกรรมกับลูกหนี้ จึงเป็นบุคคลภายนอกตามความหมายของมาตรา 238 หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237 ไม่พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชวลิต ศรีสง่า · ไพโรจน์ คำอ่อน · วิเทพ ศิริพากย์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 19883/2555

การเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.…

Supreme Court Judgment No. 10252/2546

เอกสารหมาย จ. 4 เป็นเอกสารที่โจทก์อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ 15 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.จัด…

Supreme Court Judgment No. 3365/2540

ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับ ฉ. จำเลยที่ 1 ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาหลังจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดโจทก์แล้วและจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก…

Supreme Court Judgment No. 2248/2538

ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518มาตรา 32 กำหนดไว้ชัดว่า เมื่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดซื้อที่ดินแล้ว สิทธิของผู้เช่าที่ดินตามสัญญาเช่าหรือตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเช่านา…

Supreme Court Judgment No. 3683/2535

การแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภริยาที่อยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีสินเดิม ฝ่ายชายได้ 2 ส่วนฝ่ายหญิงได้ 1 ส่วน การยกให้ที่ดินที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up