คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันมีกัญชาแห้งจำนวน80 ก้อน น้ำหนักสุทธิ 1,900 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 26, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลางจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การปฏิเสธจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกฟ้องเป็นคดีใหม่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 76 ให้จำคุกคนละ15 ปี ของกลางศาลสั่งไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8590/2530ของศาลชั้นต้นแล้วจึงไม่ต้องสั่งอีกจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
พิเคราะห์คำประจักษ์พยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยตลอดแล้วได้ความว่า ก่อนที่นายสมศักดิ์ ผู้ร่วมกระทำผิดในคดีนี้อีกคนหนึ่งซึ่งยังหลบหนีอยู่จะไปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาดูกัญชาของกลางที่บ้านเกิดเหตุนายสมศักดิ์ได้นำกัญชาของกลางซึ่งมีจำนวนมากมาเก็บไว้ที่บ้านเกิดเหตุด้วยวิธีการอันเร้นลับ บ้านดังกล่าวมีกำแพงทึบ ประตูเข้าก็เป็นบานทึบแน่นหนามีคนเฝ้าระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ยากที่บุคคลภายนอกทั่วไปจะล่วงรู้และเข้าไปได้ เช่นนี้ การที่นายสมศักดิ์ขับรถยนต์เก๋งไปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 จากโรงแรมพามายังบ้านเกิดเหตุและขึ้นไปตรวจดูกัญชาของกลางซึ่งเก็บไว้บนบ้านชั้นสองนั้นเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้มีส่วนรู้เห็นและร่วมกับนายสมศักดิ์นำกัญชาของกลางซึ่งมีจำนวนมากมายมาเก็บไว้ที่บ้านเกิดเหตุ ตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ 4 ก็ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 นั่งรถยนต์เข้ามาในบ้านแล้วได้ลงจากรถยนต์ขึ้นไปบนบ้านชั้นสองซึ่งเป็นที่เก็บกัญชานานประมาณ 10 นาทีแล้วลงมาพร้อมนายสมศักดิ์ กรณีถือได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2ได้ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งกัญชาของกลางเพื่อจำหน่ายตามฟ้องพิพากษายืน.