คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์แพ้คดีนางนำ ๆ ขู่ว่าจะฟ้องร้องยึดทรัพย์โจทก์จึงคบคิดกับจำเลยซึ่งเป็นพี่เอาสวนยางพิพาทมอบให้จำเลยยึดถือไว้แทน เพื่อหลบหลีกการยึดทรัพย์ บัดนี้จำเลยจะขายสวนพิพาทนี้แก่ผู้อื่น จึงขอให้ศาลพิพากษาว่า สวนยางพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ฯลฯจำเลยต่อสู้ว่า สวนยางพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยหักสร้างและใช้สิทธิครอบครองมา 20 ปีเศษแล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สวนยางพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นแต่ผู้รับฝากไว้ให้ครอบครองแทน จึงห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้อง ฯลฯจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้จะฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นผู้รับฝากไว้ให้ครอบครองแทนก็ตาม แต่ในการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์ที่ฝากคืนจากจำเลยจะต้องฟ้องเสียภายใน 10 ปี เรื่องนี้ฝากกันมา 11 ปีแล้ว จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่าเป็นที่ของโจทก์ ให้จำเลยยึดถือครอบครองแทนไว้เพื่อหลบหลีกไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ ฝ่ายจำเลยก็สู้ว่าเป็นที่ดินของจำเลยครอบครองโดยอำนาจของตนเอง หาได้ครอบครองไว้แทนโจทก์ไม่ จึงเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอให้แสดงสิทธิเป็นเจ้าของที่พิพาท
ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง หาใช่เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืน โดยอาศัยนิติกรรมการฝากทรัพย์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกเอาอายุความเรื่องการขายฝากทรัพย์ขึ้นวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคงมีว่า สวนพิพาทรายนี้เป็นของโจทก์ให้จำเลยยึดถือครอบครองแทนจริงหรือไม่ หากว่าเป็นความจริง และจำเลยมิได้บอกกล่าวแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองแล้ว แม้จำเลยจะครอบครองมาช้านานเพียงใดก็หาได้สิทธิเป็นเจ้าของไม่
Result
จึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดข้อเท็จจริง แล้วพิพากษาใหม่