Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3461/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คำว่า "บุคคลอื่น" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1567(4) หมายถึง บุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรซึ่งได้แก่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร ดังนั้นเมื่อจำเลยกับโจทก์มิใช่สามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ ทั้งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมาย และไม่มีสิทธิตามมาตรา 1567(1) ถึง (14) การที่จำเลยกักบุตรผู้เยาว์ไว้จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยได้ คู่ความมีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องหรือคำให้การของตนแสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ตนกล่าวอ้าง แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างในคำฟ้องและคำให้การเห็น ได้ชัดแจ้งแล้ว คู่ความก็ไม่จำต้องนำพยานเข้าสืบอีก เพราะแม้จะสืบพยานศาลก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การได้อีก ในกรณีเช่นนี้ศาลมีอำนาจสั่งให้ งดสืบพยานได้ คำร้องขอเพิ่มคำฟ้องฎีกาซึ่งเพิ่มประเด็นจากคำฟ้องฎีกาฉบับเดิม ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ที่จะต้องยื่นภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ อันเป็นกำหนดระยะเวลาเดียวกันการยื่นคำฟ้องฎีกา หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาไม่ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกันคือ เด็กชาย ส.ปัจจุบันอายุ 2 ปี 5 เดือน ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีภริยาและบุตรมาก่อน ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และจำเลยได้ย้ายออกจากบ้านโจทก์ไป ครั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2539 จำเลยได้เข้าไปในบ้านโจทก์ทำร้ายร่างกายโจทก์ แล้วแย่งเอาเด็กชาย ส.ไปจากความปกครองของโจทก์ โจทก์ติดต่อให้จำเลยส่งคืนเด็กชาย ส. แล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งคืนเด็กชาย ส. แก่โจทก์ และห้ามจำเลยขัดขวางการใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ส. ของโจทก์อีกจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์จำเลยได้เสียเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้อยู่กินร่วมกันและมิได้จดทะเบียนสมรส เด็กชาย

ส.เป็นบุตรของจำเลยกับโจทก์ เมื่อเด็กชาย ส. มีอายุประมาณ 1 ปีจำเลยได้พาโจทก์พร้อมเด็กชาย ส. ไปติดต่อนายทะเบียนผู้มีอำนาจขอจดทะเบียนรับรองบุตร แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากเด็กชาย ส. ไม่สามารถให้ความยินยอม เหตุที่จำเลยนำเด็กชาย ส. ไปเลี้ยงดูเพราะโจทก์ชอบเที่ยวเตร่ ประพฤติชั่ว ละเลยไม่เอาใจใส่เลี้ยงดูเด็กชาย ส. ไม่สมควรเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งโจทก์ไม่เคยติดต่อขอให้จำเลยส่งคืนเด็กชาย ส. ดังที่อ้าง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าเด็กชาย ส. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนให้จำเลยเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย และให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ส.

ต่อไปศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง ให้จำเลยแยกฟ้องเป็นคดีต่างหาก และมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งคืนเด็กชาย ส. แก่โจทก์ สำหรับคำขอที่ให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับเด็กชาย ส. ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การที่โจทก์เรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยนั้น จำเลยมิได้เป็นบุคคลอื่นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1567(4) อันเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกบุตรคืนจากจำเลยตามฟ้องได้ เห็นว่า บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1567(4)

หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรซึ่งได้แก่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร และเนื่องจากจำเลยกับโจทก์มิใช่สามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิตามมาตรา 1567(1) ถึง (4)จำเลยจึงเป็นบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรผู้เยาว์ไว้โดยไม่มีอำนาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยได้จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า

จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์จำเลยตกลงกันว่าเมื่อบุตรผู้เยาว์มีอายุ 1 ปี โจทก์จะมอบบุตรให้จำเลยรับไปเลี้ยงดูและใช้อำนาจปกครองในขณะโจทก์ยื่นฟ้องบุตรผู้เยาว์มีอายุ 2 ปีแล้ว จำเลยมีสิทธิทำตามข้อตกลง ดังนั้น ศาลต้องสืบพยานเพื่อให้ได้ความว่าเป็นจริงดังจำเลยอ้างหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาคดี จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่คู่ความต้องนำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่คู่ความฝ่ายนั้นได้กล่าวอ้างไว้ เมื่อข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างในคำฟ้องและคำให้การเห็นได้โดยชัดแจ้งแล้วจึงไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบอีก เพราะแม้จะให้สืบพยานก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การได้ที่ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายด้วยการยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องแล้วความว่า เมื่อวันที่ 16ธันวาคม 2540 อันเป็นเวลาหลังจากครบกำหนดยื่นฎีกาแล้วจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยจดทะเบียนรับเด็กชาย ส. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอแล้วเมื่อวันที่24 กุมภาพันธ์ 2541 และจำเลยได้จดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 จำเลยจึงเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(1) ถึง (4) ทุกประการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาคดีของโจทก์อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า คำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาซึ่งเป็นการเพิ่มเติมประเด็นจากฎีกาเดิมอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ที่จะต้องยื่นภายในกำหนดเวลา 1 เดือน

นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อันเป็นกำหนดระยะเวลาการยื่นฎีกา เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวนี้แล้วจะขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาไม่ได้ คดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาในการยื่นฎีกาวันที่ 10 ธันวาคม 2540 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาวันที่ 9 มีนาคม 2541 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาการยื่นฎีกาแล้ว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาของจำเลยไว้ก็เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยส่งคืนเด็กชาย ส. แก่โจทก์และให้ยกคำขออื่นนั้นชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · สะสม สิริเจริญสุข · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7828/2547

เรื่องการจำยอมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1387 กำหนดว่า อสังหาริมทรัพย์อาจตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมส…

Supreme Court Judgment No. 598/2545

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ต้องคืนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีหนี้สิ…

Supreme Court Judgment No. 3630/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้รับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการ นำยึด และขายทรัพย์สินโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคสอง ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเร…

Supreme Court Judgment No. 3208/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ดังนั้น ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษา นับแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั…

Supreme Court Judgment No. 188/2540

ตาม ป.พ.พ.มาตรา 174 เดิม ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาท ได้บัญญัติว่า "การฟ้องคดี ท่านไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง หากว่าคดีนั้นได้ถอนเสีย..." ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up