Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3489/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานของโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงินมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับเงินและจ่ายเงินให้ถูกต้อง ตลอดจนการฝากเงิน ถอนเงินธนาคาร และรวบรวมเงินที่คงเหลือทุกวันส่งผู้ช่วยหัวหน้ากองบัญชีและการคลัง ฝ่ายการเงิน เพื่อตรวจสอบและเก็บรักษาไว้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นพนักงานการเงินของโจทก์และเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำการทุจริตเงินที่ผ่านเข้ามาในแผนกการเงินตามสายงานหลายครั้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ทำให้เงินของโจทก์ขาดหายไปรวม 1,394,049.85 บาท วิธีการทุจริตส่วนใหญ่เป็นเรื่องรับเงินมาแล้วไม่ลงบัญชี ไม่ออกใบรับเงิน ทำหลักฐานว่านำเงินไปฝากธนาคารแต่ความจริงไม่ได้ฝาก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เหล่านี้ถ้าหากจำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามคำสั่งของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็ไม่อาจทุจริตได้ การที่จำเลยที่ 4 ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ จนเป็นเหตุให้เงินของโจทก์ขาดหายไปโดยการทุจริตของผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 4 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มาตรา 29 บัญญัติให้ผู้ว่าการเป็นผู้บริหารกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดและมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่ง มาตรา 30 บัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเป็นผู้กระทำการแทนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่วนคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นมาตรา 23 บัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้ การบริหารก็คือการปกครองและดำเนินการหรือการจัดการ และการฟ้องคดีในนามของนิติบุคคลก็คือการจัดการหรือการดำเนินการนั่นเอง หาใช่การควบคุมดูแลกิจการของนิติบุคคลไม่ อำนาจฟ้องในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงเป็นอำนาจของผู้ว่าการไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ว่าการของโจทก์จึงมีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดีในนามของโจทก์ได้ เดิมโจทก์มีคำสั่งจ้างจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างรายวัน ต่อมาจึงได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 7ที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าทำงาน เป็นลูกจ้างรายวัน เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการบรรจุและ แต่งตั้งเป็นพนักงานประจำแล้วมิได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก คดีได้ความว่าลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานจะต้อง ยื่นใบสมัครและ ทำสัญญาค้ำประกันอีก เช่นนี้ ที่จำเลยที่ 7 ที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ไว้นั้น คู่สัญญามีเจตนา ให้จำเลยที่ 7 ที่ 8 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างรายวันเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานประจำ ไม่ได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก และจำเลยที่ 2 ทำละเมิด ต่อโจทก์ในระหว่างเป็นพนักงานประจำ โจทก์จะนำสัญญาค้ำประกัน ดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างให้จำเลยที่ 7 ที่ 8 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะ ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไม่ได้

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 11 ป.พ.พ. Section 75 ป.พ.พ. Section 132 ป.พ.พ. Section 368 ป.พ.พ. Section 420 ป.พ.พ. Section 680 พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 Section 23 พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 Section 29 พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 Section 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องใจความว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ ๖เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๗ ที่ ๘ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๙ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑๐ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นพนักงานการเงิน จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกการเงินกองคลัง จำเลยที่ ๔เป็นหัวหน้าแผนกการเงิน กองบัญชีและการคลัง และจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองบัญชีและการคลังฝ่ายการเงิน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยอื่นร่วมกันทุจริตด้วยกลวิธีต่าง ๆ ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุให้เงินของโจทก์ขาดหายและขาดบัญชีไปเป็นเงิน ๑,๓๙๔,๐๔๙.๘๕ บาทขอให้จำเลยดังกล่าวรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๑๐ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยอื่นให้การต่อสู้คดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันชดใช้เงิน ๑,๓๙๔,๐๔๙ บาท ๘๕ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๗ จนกว่าชำระเงินเสร็จให้โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๘) ให้ใช้ไม่เกิน ๙๑,๖๘๒ บาท ๕๕ สตางค์ ตามที่ขอมา ถ้าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ หรือที่ ๔ ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๖ ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๗ ร่วมกับจำเลยที่ ๘ ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๒จำเลยที่ ๑๐ ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๔ ต้องชดใช้เงินให้โจทก์จนครบจำนวนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จะต้องชำระ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๑๐ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาทแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๙ โดยจำเลยที่ ๑๐ เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ โดยให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยดังกล่าว โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ ๖,๐๐๐ บาท

โจทก์ จำเลยที่ ๔ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๑๐ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๙ โดยจำเลยที่ ๑๒เข้าเป็นคู่ความแทนที่ และจำเลยที่ ๑๐ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ ๔ และที่ ๑๐ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ ๗และที่ ๘ รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๒ นั้น นายวีระผู้ว่าการของโจทก์เบิกความว่า เมื่อลูกจ้างชั่วคราวได้รับการบรรจุเป็นพนักงานต้องยื่นใบสมัครอีกครั้งหนึ่ง และจะต้องทำสัญญาค้ำประกันอีกด้วย จำเลยที่ ๗และที่ ๘ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ต่อโจทก์ครั้งเดียวเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน๒๕๑๓ ปรากฏตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๖๐ จำเลยที่ ๒ เริ่มเข้าทำงานในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๓โดยโจทก์มีคำสั่งที่ ๑๖๓๘/๒๕๑๓ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ให้จ้างจำเลยที่ ๒ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๓ โดยระบุในคำสั่งว่า

"ฯลฯ ให้จ้างนางสาวไสลทิพย์ พูนชัย (จำเลยที่ ๒) ซึ่งสำเร็จประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพแผนกพณิชยการ จากโรงเรียนดุสิตพณิชยการ เป็นพนักงานบัญชีฝึกหัดรายวัน ประจำแผนกการเงิน กองการคลัง โดยได้รับค่าจ้างวันละ ๒๐ บาท" ปรากฏตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอกสารหมาย จ.๔๒ แผ่นที่ ๒๑ ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ ๗๕/๒๕๑๔ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๔ ให้บรรจุและแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๓ โดยระบุในคำสั่งว่า "ฯลฯ ให้บรรจุและแต่งตั้งนางสาวไสลทิพย์ พูนชัย (จำเลยที่ ๒) พนักงานบัญชีฝึกหัดรายวัน แผนกการเงิน กองการคลัง เป็นพนักงานบัญชีอันดับ ๑ ประจำแผนกการเงิน กองการคลังโดยให้ได้รับอัตราเงินเดือนอันดับที่ ๕ (๗๕๐ บาท) ตามระเบียบ"

ปรากฏตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอกสารหมาย จ.๔๒ แผ่นที่ ๒๒ เห็นได้ว่า คำสั่งเอกสารหมาย จ.๔๒ แผ่นที่ ๒๑ จำเลยที่ ๒ เข้าทำงานในฐานะลูกจ้างรายวัน ส่วนคำสั่งเอกสารหมาย จ.๔๒ แผ่นที่ ๒๒ เป็นคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.๖๐ เมื่อจำเลยที่ ๒ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานประจำแล้วมิได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก เมื่อคดีได้ความจากคำนายวีระผู้ว่าการของโจทก์ว่า ลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานจะต้องยื่นใบสมัครและทำสัญญาค้ำประกันอีก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าที่จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย

จ.๖๐นั้น คู่สัญญามีเจตนาให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ ค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นลูกจ้างรายวันเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานประจำไม่ได้มีการทำสัญญาค้ำประกันใหม่อีก และจำเลยที่ ๒ ทำละเมิดต่อโจทก์ในระหว่างเป็นพนักงานประจำ โจทก์จะนำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๖๐ มาเป็นข้ออ้างให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๒ไม่ได้ เหตุผลต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างอิงในฎีกาไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่จำเลยที่ ๔ และที่ ๑๐ ฎีกาว่า นายวีระไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามของโจทก์

อำนาจฟ้องคดีในนามของโจทก์เป็นอำนาจของคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การที่นายวีระมอบอำนาจให้นายอักษรฟ้องคดีนี้จึงเป็นการไม่ถูกต้อง นั้น ปรากฏว่านายวีระเป็นผู้ว่าการของโจทก์ พระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓มาตรา ๒๙ วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ว่าการเป็นผู้บริหารกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดและมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่ง" มาตรา ๓๐ บัญญัติว่า "ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและเป็นผู้กระทำการแทนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯลฯ" ส่วนคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นมาตรา ๒๓ บัญญัติว่า มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ศาลฎีกาเห็นว่า การบริหารก็คือการปกครอง การดำเนินการหรือการจัดการ และการฟ้องคดีในนามของนิติบุคคลก็คือการจัดการหรือดำเนินการนั่นเอง หาใช่การควบคุมดูแลกิจการของนิติบุคคลไม่ อำนาจฟ้องในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงเป็นอำนาจของผู้ว่าการ ไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายวีระผู้ว่าการของโจทก์จึงมีอำนาจมอบอำนาจให้นายอักษรฟ้องคดีนี้ในนามของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จำเลยที่ ๔ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงิน เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เงินที่ขาดหายไปโดยการกระทำทุจริตของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒นี้เป็นเงินที่ผ่านเข้ามาในแผนกการเงินตามสายงาน ตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ ๑๒๐๘/๒๕๐๗ เรื่อง แต่งตั้งตำแหน่งและกำหนดหน้าที่ในกองบัญชีและการคลัง

ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๐๗ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ไว้ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบในการรับเงินและจ่ายเงินให้ถูกต้องตลอดจนการฝากเงิน ถอนเงินธนาคาร และให้รวบรวมเงินที่คงเหลือทุกวันส่งผู้ช่วยหัวหน้ากองบัญชีและการคลัง ฝ่ายการเงิน เพื่อตรวจสอบและเก็บรักษาไว้ต่อไป ปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำการทุจริตหลายครั้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน วิธีการทุจริตส่วนใหญ่เป็นเรื่องรับเงินมาแล้วไม่ลงบัญชี ไม่ออกใบรับเงิน ทำหลักฐานว่านำเงินไปฝากธนาคารแต่ความจริงไม่ได้ฝาก พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เหล่านี้ถ้าหากจำเลยที่ ๔ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามคำสั่งที่ ๑๒๐๘/๒๕๐๗ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็ไม่อาจทำการทุจริตได้

การที่จำเลยที่ ๔ ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติจนเป็นเหตุให้เงินของโจทก์ขาดหายไป โดยการกระทำทุจริตของผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ๔ จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ และจำเลยที่ ๑๐ ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดด้วยตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๖๒ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๐ ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรีชา พานิชวงศ์ · ปรานอม มหรรณพ
Lower court
ศาลแพ่ง - นายประชา บุญวนิช
ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย วุฒิจำนงค์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 199/2545

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดย เคร่งครัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 8587/2544

สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" ขอทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท สก. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัท ส. ใ…

Supreme Court Judgment No. 598/2537

กรมธรรม์ประกันภัยมีเงื่อนไขแห่งความรับผิดว่าจำเลยจะต้องรับผิดในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในกรณีที่ทรัพย์สินสูญเสียหรือเสียหายเนื่องจากเพลิงไหม้ หรือฟ้าผ่าหรือการระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่างหรือปร…

Supreme Court Judgment No. 155/2535

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อรถยนต์กระบะจากโจทก์ 1 คัน สัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า "กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะตกไปอยู่แก่ผู้ซื้อชำระราคาตามเงื่อนไขครบถ้วน" และ ข้อ 6 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดนัดขาดการชำระเงินงวด…

Supreme Court Judgment No. 4725/2533

จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเรือซาอุดี เย็นโบ ในการลากจูงเรือออกจากท่าเรือของโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองเรือไม่ได้เป็นผู้ควบคุมและสั่งการเดินเรือเมื่อเกิดเหตุเรือชนท่าเรือของโจทก์ กรณีละเมิดดังกล่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up