คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนครึ่งหลอดน้ำหนัก ๐.๔๐๐ กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ และริบของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖ ลงโทษจำคุก และริบของกลาง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลชั้นต้นจึงมีสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาก็จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ตำรวจปลอมตัวเป็นพ่อค้านำเงิน ๕๑๐,๐๐๐ บาทไปล่อซื้อเฮโรอีนจากจำเลย แต่จำเลยนำผงซักฟอกมาหลอกขายให้แทน ในการหลอกขายนี้ จำเลยได้นำเฮโรอีนบรรจุหลอดพลาสติกครึ่งหลอด คือ เฮโรอีนของกลาง ๐.๔๐๐ กรัมมามอบให้ตำรวจเป็นตัวอย่าง
พิเคราะห์แล้ว เฮโรอีนของกลางครึ่งหลอดที่จำเลยนำมามอบให้ตำรวจนั้น มิใช่เพียงมอบให้ดูเท่านั้น แต่มอบให้ตำรวจไปเลย ฉะนั้นแม้จำเลยจะมอบให้เพื่อเป็นตัวอย่างในการหลอกขายผงซักฟอกก็ตาม ก็ไม่พ้นจากเป็นการมอบเฮโรอีนให้แก่ผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการจำหน่ายแจกจ่ายเฮโรอีนครึ่งหลอดนั้นให้แก่ตำรวจนั้นเอง คำว่า "จำหน่าย" นั้นมิได้หมายความเฉพาะการขายเท่านั้น การจำหน่ายแจกจ่ายด้วยประการใดก็ถือเป็นการจำหน่ายอยู่นั่นเอง ส่วนธนบัตรของกลางฉบับละห้าร้อยบาท ๑๐ ฉบับ ที่เจ้าพนักงานนำมาใช้ล่อซื้อจากจำเลยนั้น ปรากฏตามบันทึกการจับกุมว่า เป็นเงินที่ตำรวจยืมมาจากสำนักงานปราบปรามยาเสพติดให้โทษอเมริกา (D.G.A.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ หาใช่เงินของจำเลยไม่ ฉะนั้นจึงต้องคืนธนบัตรนั้นให้แก่เจ้าของไป จะริบไม่ได้
Result
พิพากษาแก้เป็นไม่ริบธนบัตรของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์