คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,811,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,176,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,176,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2539) ต้องไม่เกิน 635,240 บาท
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้รายนี้เกิดจากการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อ 2 คัน ระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อกับห้างหุ้นส่วนจำกัดภูเจริญเมืองเลยก่อสร้างโดยจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในฐานะผู้เช่าซื้อ เมื่อห้างผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดจนโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังห้างผู้เช่าซื้อแล้ว กลับมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยขึ้น โดยเอาหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฉบับพร้อมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช่จ่ายอื่น ๆ รวมเข้าเป็นเงินจำนวนเดียวให้จำเลยผ่อนชำระต่อไป แต่ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหาได้มีข้อความใดกล่าวถึงรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันไว้ไม่
ทั้งปรากฏว่า หลังจากนั้นห้างผู้เช่าซื้อและจำเลยยังคงครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันต่อมาอีกด้วย จึงเห็นได้ว่า หากจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนครบถ้วนแล้ว โจทก์ย่อมโอนกรรมสิทธิ์และโอนทางทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันนั้นให้แก่ห้างผู้เช่าซื้ออย่างแน่นอน เพราะมิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกับโจทก์ การที่โจทก์ยอมให้ห้างผู้เช่าซื้อและจำเลยครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ดี และยอมจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันให้ห้างผู้เช่าซื้อเมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนแล้วก็ดี ย่อมแสดงว่าคู่สัญญาเช่าซื้อเดิมยังคงถือปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อโดยมิได้มีเจตนาให้สัญญาเช่าซื้อเลิกไปเสียทั้งหมด
คงเปลี่ยนแปลงเฉพาะแต่จำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อและการผ่อนชำระเท่านั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้ทำให้สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมทั้งสองฉบับระงับไปและไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ประกอบมาตรา 852 คงมีลัษณะเป็นเพียงสัญญารับสภาพหนี้และผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อและหนี้อื่น ๆ ที่ค้างชำระเท่านั้น เมื่อสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมยังคงมีผลบังคับอยู่ดังกล่าวแล้ว ห้างผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียได้ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และโจทก์จะเรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อหลังจากนั้นหาได้ไม่ และเนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องตั้งประเด็นตามสัญญาเช่าซื้อ สิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อคงมีอยู่เพียงใดจึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ได้ สมควรให้โอกาสแก่โจทก์ที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่
Result
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ตามสัญญาเช่าซื้อ