Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3545/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศ. ปลูกสร้างตึกแถวพิพาทในที่ดินโดยมีข้อสัญญากับ น.ว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จและ ศ. ได้รับเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่า ศ. จะยกตึกแถวพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ น.เมื่อขณะปลูกสร้างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับ น.ในขณะนั้น รู้เห็นยินยอมให้ น. ทำสัญญาดังกล่าว ต้องถือว่า น.มีสิทธิที่จะให้ก่อสร้างตึกแถวในที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1ได้โดยไม่ถือว่าตึกแถวพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 เมื่อ ศ. ก่อสร้างตึกแถวพิพาทเสร็จและจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ให้ น. น.จึงเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทแต่เพียงผู้เดียว เมื่อ น. ถึงแก่กรรมและทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาท และจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของตึกแถวพิพาทไม่มีอำนาจทำสัญญาขายฝากนิติกรรมขายฝากตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมจึงไม่มีผลบังคับ จำเลยร่วมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาท ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมขายฝากตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายเปลี่ยนที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 เนื้อที่ 4 ไร่ 8 ตารางวา เป็นของนางเนียร สาสนคุ้ม พี่สาวของนายเปลี่ยน นางเนียรแจ้งความประสงค์ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบว่า จะยกที่ดินให้คนละครึ่งคือจะให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินด้านนอกติดถนนสาธารณะซอยวัดบางพลัดใน ส่วนจำเลยที่ 1 จะให้ด้านใน ต่อมามีผู้มาขอซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าว เนื้อที่ 100 ตารางวาในราคา 50,000 บาท ครั้งแรกนางเนียรจะให้โจทก์และจำเลยที่ 1ช่วยกันแบ่งแยกที่ดินยกให้คนละ 50 ตารางวา แต่จำเลยที่ 1ไม่ยอมให้แบ่งแยกขาย โจทก์ยอมให้แบ่งส่วนของโจทก์ที่จะได้รับ100 ตารางวา นางเนียรได้รับเงินมัดจำไว้ 10,000 บาท และนัดไปทำการโอนแต่จำเลยที่ 1 บอกว่าราคาถูกเกินไป

จำเลยที่ 1จะซื้อเอง นางเนียรจึงคืนเงินมัดจำและได้จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 รวม 900 ตารางวา หรือ 900 ส่วน โดยให้เฉพาะด้านใน ส่วนด้านติดถนนซอยวัดบางพลัดในยังเป็นที่นางเนียรอยู่เมื่อโอนกรรมสิทธิ์แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายเงิน 50,000 บาทต่อมามีผู้มาติดต่อขอสร้างตึกแถวในที่ดินส่วนของนางเนียรซึ่งอยู่ติดถนนซอยวัดบางพลัดใน โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อก่อสร้างเสร็จ ผู้ก่อสร้างจะยกตึกแถวทั้ง 23 ห้อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางเนียร แต่ผู้ก่อสร้างมีสิทธิจะเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าได้ โดยนางเนียรจะจดทะเบียนการเช่าให้ผู้เช่าคนละ 13 ปี การก่อสร้างตึกแถว ได้ร่นตึกแถวเข้าไปจากแนวโฉนดเดิมประมาณ 2 เมตร ตลอดแนวเพื่อเป็นถนนสาธารณะรวมที่ดิน 123 ตารางวา จึงเหลืออยู่ 3 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวาซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องลดส่วนของตนตามเนื้อที่ที่เหลือระหว่างก่อสร้างตึกแถวยังไม่แล้วเสร็จ

นางเนียรได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนด้านติดถนนซอยวัดบางพลัดในให้โจทก์ รวมเนื้อที่ 708 ตารางวา โจทก์ได้จดทะเบียนให้นางเนียรมีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิต เมื่อสร้างตึกแถวเสร็จ นายศักดา คำวชิรพิทักษ์ผู้ก่อสร้างได้จดทะเบียนยกตึกแถวทั้ง 23 ห้อง ให้แก่นางเนียรต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ขอให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 1 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคดีหมายเลขแดงที่ 8857/2515 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปยื่นคำร้องขอรับโฉนดเลขที่ 4695 ซึ่งนางเนียรส่งไว้ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 5666/2515 โดยอ้างว่า ขอโฉนดไปชั่วคราวเพื่อยื่นคำร้องขอแบ่งแยก

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ได้ขอให้ช่างรังวัดทำการรังวัดแบ่งแยกวันนั้นโจทก์ไม่ได้ไปเพราะเจ้าพนักงานที่ดินและช่างรังวัดไม่ได้แจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบจำเลยที่ 1 บอกช่างรังวัดว่าตนครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดทางด้านทิศตะวันออก 900 ส่วน ตึกแถวทั้ง 23 ห้อง ซึ่งเป็นของนางเนียรอยู่ในที่ดินส่วนของตนทั้งหมด จึงไม่ถูกต้องเพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงแต่ให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกเท่านั้นไม่มีประเด็นในเรื่องโจทก์และจำเลยที่ 1 ครอบครองเป็นส่วนสัด โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองส่วนของตนแก่นายสวัสดิ์ศรี กูเรซาแล้วจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจำนองไว้แก่นายสุวรรณ วีระโสภณและนายโสภณ

วีระโสภณ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนขายฝากแก่นายสุวรรณ และนายโสภณ วีระโสภณอีกและจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากและขายฝากใหม่แก่นายสุวัฒน์ชัยโกวินธนาพัฒน์ และนางสาวลาวัณย์ วิทยพุฒ เป็นเงิน 1,770,000 บาทโดยขายฝากพร้อมตึกแถว 2 ชั้น รวม 23 ห้อง ต่อมาจำเลยที่ 1ไถ่ถอนการขายฝาก แล้วขายฝากใหม่แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน2,490,530 บาท พร้อมทั้งตึกแถว 23 ห้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากแล้วขายฝากใหม่แก่จำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง จำนวนเงิน3,150,000 บาท แต่การขายฝากครั้งนี้ ขายฝากเฉพาะที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนการขายฝาก และได้ขายฝากที่พิพาทกับตึกแถว 23 ห้อง แก่นายธัญญา อรุณสุรัตน์จำนวน 5,247,000 บาท

มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 1 และนายธัญญาทราบดีอยู่แล้วว่า ที่พิพาทและตึกแถวเป็นของโจทก์ นางเนียรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2523 ก่อนถึงแก่กรรมนางเนียรได้ทำพินัยกรรมยกตึกแถวทั้ง 23 ห้องให้โจทก์ การที่นายธัญญารับซื้อฝากตึกแถว 23 ห้อง เป็นการรับซื้อฝากตึกแถวของโจทก์ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากได้ในการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อโจทก์คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเจ้าพนักงานที่ดินชุดเดิมไม่ทำการแบ่งแยกโฉนดให้จำเลยที่ 1แต่ต่อมาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาธนบุรี มีหนังสือหารือศาลแพ่ง ศาลแพ่งสั่งว่าการแบ่งแยกนี้จำเลยที่ 1 นำชี้เป็นการทำที่ถูกต้องตามเจตนาในคำพิพากษาแล้วจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ได้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกได้

จำเลยที่ 3 จัดการออกโฉนดตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ออกเป็น 7 ฉบับ คือโฉนดเลขที่ 41801ถึง 41807 โจทก์เห็นว่าเป็นการไม่ถูกต้องเพราะศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกเท่านั้น ขอให้พิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีม่วงตามแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นที่ดินของโจทก์ให้เพิกถอนการออกโฉนดเลขที่ 41801 ถึง 41807 ให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินและตึกแถวระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายธัญญา อรุณสรัตน์ตามโฉนดทั้ง 7 ฉบับจำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทนางเนียรได้จดทะเบียนยกให้เฉพาะส่วนแก่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเนื้อที่ 900 ส่วน ในจำนวนเนื้อที่ทั้งหมด 1,608 ส่วน โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นที่ดินที่นางเนียรยกให้จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้าง

ส่วนที่ดินเฉพาะส่วนของนางเนียรที่ยังเหลืออยู่จำนวน 708 ส่วนนั้น นางเนียรให้บุคคลอื่นเข้ามาถือสิทธิการเช่าปลูกบ้านอยู่อาศัยประมาณ 30 ครัวเรือน และนางเนียรได้เก็บค่าเช่าเลี้ยงชีพตลอดมา ต่อมานางเนียรได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่ยังเหลืออยู่ 708 ส่วน ให้โจทก์ แต่ได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้ตลอดชีวิต ที่โจทก์อ้างว่านางเนียรยกที่ดินเฉพาะส่วนด้านในให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่เป็นความจริงจำเลยที่ 1 ได้ถือสิทธิครอบครองที่ดินที่นางเนียรยกให้เป็นส่วนสัด ต่อมานายศักดากับพวกมาขอทำสัญญาปลูกสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้นางเนียรทำสัญญาให้ปลูกสร้างอาคารลงบนที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1และนางเนียรเป็นผู้จัดการแทนจำเลยที่ 1 ทุกประการ

เมื่อที่ดินปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตึกที่ปลูกลงในที่ดินก็ต้องตกเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อนายศักดาทำสัญญายกตึกให้ นางเนียรเป็นผู้รับยกให้แต่เพียงผู้เดียว แต่ก็เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ปกครอง เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวมอยู่ด้วย แต่นางเนียรก็ทราบอยู่แล้วว่าส่วนที่ก่อสร้างตึกเป็นที่ดินเฉพาะส่วนที่นางเนียรยกให้แก่จำเลยที่ 1แล้ว และในขณะที่ก่อสร้างตึกอยู่นั้น นางเนียรยังไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 1 แก่โจทก์ เมื่อปลูกสร้างตึกเสร็จ โจทก์พานางเนียรไปทำพินัยกรรมฝ่ายเมืองยกตึกแถวรวม 23 คูหา ให้แก่โจทก์ เมื่อตึกแถว 23 คูหา ไม่ได้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินอันเป็นสิทธิส่วนของโจทก์

โจทก์ย่อมไม่ได้สิทธิในตึกแถว 23 คูหาตามพินัยกรรมในการรังวัดที่ดิน ทางการได้แจ้งให้โจทก์ทราบทุกระยะ แต่โจทก์ไม่ยอมไปดูแลระวังแนวเขตเองส่วนกรณีที่โจทก์อ้างขอให้ทำการแบ่งแยกตามแผนที่ท้ายฟ้องของโจทก์นั้น แผนที่ดังกล่าวโจทก์ทำขึ้นเอง โดยไม่มีหลักเกณฑ์ ประกอบกับที่ดินรายพิพาทเจ้าพนักงานรังวัดได้ทำการรังวัดแบ่งแยกไปตามคำสั่งศาลและออกหนังสือโฉนดที่ดินเรียบร้อยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิจะรื้อฟื้นให้ทำการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินให้ใหม่จำเลยที่ 2 ให้การว่า การทำนิติกรรมขายฝากของจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการชอบทุกประการ ขณะเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนการขายฝากจำเลยที่ 2 และจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากตามกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 3 โดยสุจริต ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3ขอให้ยกฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นอนุญาตโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนายธัญญา อรุณสุรัตน์เข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมได้ทำสัญญารับซื้อฝากที่ดินพร้อมตึกแถวรวม 23 ห้อง โดยสุจริต ไม่ได้ทำการรับซื้อฝากโดยมีเจตนาลวง และไม่ได้ทำเพื่อให้โจทก์เสียหาย การทำสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วม จึงเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 41801 ถึง 41807ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมตามสัญญาขายฝาก ที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในคดีนี้และตึกแถว 2 ชั้น 23 คูหา เลขที่ 456/68ถึง 456/90 ซอยวัดจันทรารามหรือวัดบางพลัด เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในคดีนี้ ให้เพิกถอนการขายฝากตึกแถวพิพาทเลขที่ดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับจำเลยร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินภายในเส้นสีม่วงตามแผนที่สังเขปของที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ท้ายฟ้องเป็นที่ดินของโจทก์ในคดีนี้ ส่วนที่เหลือเป็นของจำเลยที่ 1ในคดีนี้ เนื้อที่ 900 ตารางวา ให้เพิกถอนโฉนดเลขที่ 41801 ถึง41807 และเพิกถอนการขายฝากที่ดินตามโฉนดที่ถูกเพิกถอนทั้ง 7 ฉบับ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เดิมนางเนียร สาสนคุ้มเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 แขวงบางพลัดเขตบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 8 ตารางวาตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย

ล.36 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2505นางเนียรได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนจำนวน 900 ส่วน ใน 1608 ส่วนหรือคิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน ครั้นวันที่ 9 มิถุนายน 2512นางเนียรได้ทำสัญญาให้นายศิริ เฟื่องฟู ทำการก่อสร้างตึกแถว2 ชั้น รวม 23 ห้อง คือ ตึกแถวพิพาทเลขที่ 456/68 ถึงเลขที่456/90 ในโฉนดที่ดินดังกล่าว นายศักดา คำวชิรพิทักษ์ เป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างและดำเนินการก่อสร้าง มีข้อสัญญาว่าเมื่อก่อสร้างตึกแถวเสร็จและผู้รับเหมาได้รับเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าแล้ว ผู้รับเหมายอมยกตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่นางเนียร รายละเอียดปรากฏตามสัญญาสร้างตึกแถวเอกสารหมาย

ล.2 ระหว่างที่ทำการก่อสร้างตึกแถวพิพาทยังไม่แล้วเสร็จ นางเนียรได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695เฉพาะส่วนของนางเนียรจำนวน 708 ส่วนใน 1608 หรือคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2513ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2514 นายศักดาได้จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ให้นางเนียรปรากฏตามหนังสือสัญญาให้ตึกแถวเอกสารหมาย ล.4 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ร่วมกับโจทก์ได้ยื่นฟ้องโจทก์ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์(จำเลยในคดีดังกล่าว) ไปยื่นคำร้องขอทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 1 (โจทก์ในคดีดังกล่าว) ถ้าโจทก์ไม่ยอมไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด รายละเอียดปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8857/2515 ของศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยที่ 3ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินได้แบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 รวม 7 โฉนด โดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 41801 ถึง 41807 เอกสารหมาย ล.37 ถึง

ล.43 ที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงนี้ คือที่ดินส่วนที่ก่อสร้างตึกแถวพิพาททั้ง23 ห้อง จำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนการจำนองกับจดทะเบียนขายฝากและไถ่ถอนการขายฝากที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1และตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทั้ง 7 แปลง พร้อมตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องแก่จำเลยร่วมเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2524 และไม่ได้ไถ่การขายฝากภายในกำหนดเวลาตามสัญญา นางเนียรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่11 กรกฎาคม 2523 ก่อนถึงแก่กรรมได้ทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องให้แก่โจทก์รายละเอียดปรากฏตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเอกสารหมาย ล.9 มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่านิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง ตามโฉนดเลขที่ 41801ถึง 41807 และตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง

คือ ตึกแถวเลขที่ 456/68ถึงเลขที่ 456/90 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมมีผลใช้บังคับได้เพียงใดหรือไม่ ปัญหานี้มีข้อที่จะวินิจฉัยคือ ในขณะที่ทำนิติกรรมขายฝาก จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง และตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องหรือไม่ สำหรับที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8857/2515ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยในคดีดังกล่าว)ไปยื่นคำร้องขอทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 1 (โจทก์ในคดีดังกล่าว) ถ้าโจทก์ไม่ยอมไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดิน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีถึงที่สุด ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งผลคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบตามเอกสารหมาย ล.14 และจำเลยที่ 1 ได้ไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกับนำชี้ที่ดินที่ขอแบ่งแยกแต่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้ไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินและไม่นำชี้ที่ดินที่จะแบ่งแยก

ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2523ตามเอกสารหมาย ล.30 แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินว่า ถ้าโจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนแบ่งแยก ก็ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับหนังสือและโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ไปได้ โดยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์และตามระเบียบวิธีการของกฎหมายที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2523 ตามเอกสารหมาย ล.34 หารือไปยังศาลชั้นต้นว่าแผนที่แบ่งแยกโฉนดเลขที่ 4695 ที่จำเลยที่ 1นำชี้ไว้เพียงคนเดียวจะถูกต้องตามคำพิพากษาหรือไม่ และจำเลยที่ 2ผู้รับซื้อฝากที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จะขอใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกฝ่ายเดียว โดยอ้างหนังสือของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2523 เอกสารหมาย

ล.30ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2523ตามเอกสารหมาย ล.35 แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินว่า การแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ที่จำเลยที่ 1 นำชี้ เป็นการถูกต้องตามเจตนาในคำพิพากษาแล้ว เพราะโจทก์ไม่ยอมไปทำการรังวัดแบ่งแยกก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแบ่งแยกของโจทก์ และจำเลยที่ 2ผู้รับซื้อฝากที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกฝ่ายเดียวได้ จำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน จึงได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลงให้เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ โดยไม่ปรากฏว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8857/2515 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ตามคำพิพากษาในคดีนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรจึงต้องถือว่าการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8857/2515ของศาลชั้นต้น

เกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 โดยแบ่งแยกเป็นที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 41801 ถึง 41807 ให้เป็นของจำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ได้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องร้องคดีนี้ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง เป็นของโจทก์อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวแล้วไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาททั้ง 7 โฉนดจากจำเลยที่ 2แล้วนำมาขายฝากให้แก่จำเลยร่วม จึงถือได้ว่าในขณะทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาททั้ง 7 โฉนด จึงมีผลใช้บังคับได้โดยชอบ

จำเลยร่วมจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 7 โฉนดตามสัญญาขายฝาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้ง 7 โฉนดเป็นของโจทก์ในคดีนี้ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนการขายฝากที่ดินพิพาททั้ง 7 โฉนดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมในปัญหานี้ฟังขึ้น ส่วนสำหรับตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องคือ ตึกแถวเลขที่ 456/68 ถึงเลขที่ 456/90 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าในขณะที่นางเนียรทำสัญญาให้นายศิริก่อสร้างตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 โดยนายศักดาเป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างและดำเนินการก่อสร้าง มีข้อสัญญาว่าเมื่อก่อสร้างตึกแถวเสร็จและผู้รับเหมาได้รับเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าแล้วผู้รับเหมายอมยกตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่นางเนียรนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ร่วมกับนางเนียรในขณะนั้น รู้เห็นยินยอมให้นางเนียรทำสัญญาให้ก่อสร้างตึกแถวพิพาทดังกล่าว ต้องถือว่านางเนียรมีสิทธิที่จะให้ก่อสร้างตึกแถวในที่ดินโฉนดเลขที่ 4695 ในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าตึกแถวพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1อันจะตกได้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 109 ดังนั้น

เมื่อนายศักดาดำเนินการก่อสร้างตึกแถวเสร็จและจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องให้นางเนียร นางเนียรจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องแต่เพียงผู้เดียว เมื่อนางเนียรถึงแก่กรรมโดยได้ทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ดังนั้นในขณะที่ทำนิติกรรมขายฝากตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ไม่มีอำนาจทำสัญญาขายฝากนิติกรรมขายฝากตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยร่วมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้องตามสัญญาขายฝาก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากตึกแถวพิพาททั้ง 23 ห้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
พรชัย สมรรถเวช · ยงยุทธ ธารีสาร · มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2562 (ref. 639560)

เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ อ. ขออนุมัติถอนมาจากบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน เพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาสุวินทวงศ์ ไม่ได้มีการนำเ…

Supreme Court Judgment No. 5440/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน และกำหนดเวลาชำระคืนกันไว้ แต่จำเลยทั้งสองมีเงินให้โจทก์กู้ยืมเพียงบางส่วน จึงขอให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ในหนังสือมอบอำนาจท…

Supreme Court Judgment No. 10256/2556

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกับโจทก์ โดยไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด โจทก์ให้จำเลยทำนาในที่ดินพิพาทต่อมา ภายหลังโจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาขายฝา…

Supreme Court Judgment No. 5801/2552

จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ อ. และ ล. บิดามารดาโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะจำเลยแจ้งว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลัง แต่ทำสัญญาซื้อขายไว้พร้อมกับส่งมอบหนังสือร…

Supreme Court Judgment No. 3315/2552

ค. บิดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแก่ บ. ภริยาจำเลยแล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด สิทธิในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของ บ. แม้ ค. ครอบครองที่ดิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up