Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 355/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ยินยอมให้จำเลยไปไถ่จำนองที่ดินของโจทก์จากนางประหยัดสุวเทพ เพื่อจะได้นำไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยจากธนาคาร แต่จำเลยบังอาจทุจริตนำที่ดินโจทก์ซึ่งไถ่จำนองแล้วไปขายให้นายวรเทพ ลิ้มรสสุขแล้วเบียดบังเอาเงินค่าขายไว้เป็นประโยชน์ส่วนตนเสียขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอแก้ฟ้องจากข้อความที่ว่า'ให้ไปไถ่จำนองที่ดินจากนางประหยัด สุวเทพ เพื่อจำเลยจะได้นำที่ดินแปลงนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ที่จำเลยกู้มาจากธนาคารในวงเงินไม่เกิน 375,500 บาท' เป็นว่า 'ให้นำที่ดิน แปลงนี้ไปจำนองกับธนาคารในวงเงินไม่เกิน 375,500 บาท เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปไถ่จำนองที่ดินแปลงนี้จากนางประหยัด สุวเทพและจากข้อความที่ว่า 'โดยเจตนาทุจริต จำเลยได้บังอาจร่วมกันเบียดบังเอาที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้นายวรเทพ ลิ้มรสสุขแล้วเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยเสีย เป็นว่า'จำเลยได้บังอาจมีเจตนาทุจริตร่วมกันไปไถ่จำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารและนำไปโอนขายให้นายวรเทพ ลิ้มรสสุข แล้วจำเลยมีเจตนาทุจริตร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยเสีย' ดังนี้ ข้อความที่ขอแก้คงมีผลตรงกันกับฟ้องเดิมในใจความสำคัญไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องก็เป็นเพียงเรียกการกระทำให้ชัดขึ้น รวมทั้งการเพิ่มเติมบทลงโทษก็หาทำให้จำเลยหลงต่อสู้ไม่ จึงไม่อาจถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบเช่นกัน โจทก์ชอบที่จะขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและนายศิริ ศิลปาจารย์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดที่ ๒๖๗๔ ตำบลทวาย อำเภอบางรัก ซึ่งจำนองไว้กับนางประหยัด สุวเทพ เป็นเงิน ๓๗๕,๕๐๐ บาท โจทก์ทั้งสามและนายศิริได้ยินยอมให้จำเลยทั้งสองไถ่จำนองที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางประหยัด สุวเทพ เพื่อนำไปค้ำประกันเงินกู้ซึ่งจำเลยทั้งสองกู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด ในวงเงินดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองรับรองว่าจะไม่ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้กับบุคคลอื่นต่อมาจำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตบังอาจร่วมกันเบียดบังที่ดินดังกล่าวของโจทก์ไปโอนขายให้นายวรเทพ ลิ้มรสสุข เป็นเงิน๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเอาเงินที่ขายได้นั้นเป็นประโยชน์ของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามและนายศิริ ศิลปาจารย์ ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๘๓

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานยักยอกในสารสำคัญไว้แล้วแต่ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่โจทก์มิได้บรรยายไว้ และไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบหรือหลงต่อสู้ จึงขอแก้ไขข้อความในฟ้องเดิม เป็นว่าจำเลยทั้งสองได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามและนายศิริศิลปาจารย์ ให้นำที่ดินแปลงนี้ไปจำนองธนาคารในวงเงินไม่เกิน๓๗๕,๕๐๐ บาท เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปไถ่จำนองที่ดินแปลงนี้จากนางประหยัด สุวเทพ และขอเพิ่มเติมฟ้องต่อจากข้อความที่ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย

ด้วยข้อความว่า "อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของจำเลยที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์และนายศิริ ศิลปาจารย์ โดยทุจริต" และขอเพิ่มเติมฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ ในคำขอท้ายฟ้องด้วย จำเลยคัดค้านว่า การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบเพราะเป็นการแก้ฟ้องให้ตรงตามคำพยานที่โจทก์นำสืบไว้และเพิ่มเติมฐานความผิดขึ้นมาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๓ โจทก์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ต้องมีเหตุอันควรตามคำร้องโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันควรที่โจทก์ขอแก้แต่อย่างใดให้ยกคำร้องโจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องฟังพยานจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีมาสู่ศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายรวมทั้งการอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ตามที่โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นการขอเพิ่มเติมรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องเดิมให้ชัดเจนขึ้น และเป็นการเพิ่มเติมมาตราโทษในความผิดฐานเดียวกัน และไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์ชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๔ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโจทก์ไว้ดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ขอแก้ฟ้องจากข้อความที่ว่า ให้ไปไถ่จำนองที่ดินจากนางประหยัด สุวเทพ เพื่อจำเลยจะได้นำที่ดินแปลงนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ที่จำเลยกู้มาจากธนาคารในวงเงินไม่เกิน๓๗๕,๔๐๐ บาท" เป็นว่า "ให้นำที่ดินแปลงนี้ไปจำนองกับธนาคารในวงเงินไม่เกิน ๓๗๕,๕๐๐ บาท เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปไถ่จำนองที่ดินแปลงนี้จากนางประหยัด สุวเทพ" ดังนี้ จะเห็นได้ว่าใจความสำคัญของข้อความทั้งสองอย่างนั้นตรงกัน คือให้จำเลยไปจัดการไถ่จำนองจากนางประหยัด กับนำที่ดินไปเป็นหลักประกันแก่ธนาคาร ภายในวงเงิน ๓๗๕,๕๐๐ บาท การแก้ไขข้อความเพียงเท่านี้ยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ ส่วนที่โจทก์ขอแก้จากตอนที่ว่า "โดยเจตนาทุจริต จำเลยได้บังอาจร่วมกันเบียดบังเอาที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้นายวรเทพลิ้มรสสุข แล้วเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยเสีย" เป็นว่า"จำเลยได้บังอาจมีเจตนาทุจริต

ร่วมกันไปไถ่จำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคาร และนำไปโอนขายให้นายวรเทพ ลิ้มรสสุข แล้วจำเลยมีเจตนาทุจริตร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยเสีย" นั้น การแก้ไขข้อความตอนนี้ก็คือย้ายคำว่า"เบียดบัง" ซึ่งเดิมใช้ควบกับกิริยา "เอาที่ดิน" มาใช้ควบกับกิริยา"เอาเงินเท่านั้น แต่ทั้งข้อความใหม่ก็ตรงกันในใจความสำคัญคือ จำเลยเอาที่ดินของโจทก์ไปขายแล้วเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียนั่นเอง จะถือว่าจำเลยเสียเปรียบหาได้ไม่และข้อความที่โจทก์ขอเพิ่มเติมว่า "อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของจำเลยที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์และนายศิริ ศิลปาจารย์ โดยทุจริต" นั้น ข้อความดังกล่าวเท่ากับเป็นการกล่าวให้ชัดลงไปว่าการกระทำของจำเลยนั้นเรียกว่าอย่างไรเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเสียเปรียบ

ส่วนที่โจทก์ขอเพิ่มเติมมาตรา ๓๕๓ นั้น เป็นการเพิ่มเติมฐานความผิดซึ่งมิได้ทำให้จำเลยหลงต่อสู้แต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบเช่นกัน ที่จำเลยโต้แย้งขึ้นมาอีกข้อหนึ่งว่า คำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์มิได้อ้างเหตุอันควรในการแก้ฟ้อง นั้น เห็นว่า ในคำร้องโจทก์ก็ได้อ้างว่าโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาฐานยักยอกโดยได้บรรยายฟ้องในสารสำคัญไว้แล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่โจทก์มิได้บรรยายไว้

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความตอนหลังนี้ได้แสดงถึงเหตุที่ขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องแล้ว ซึ่งขอแปลความหมายว่าเป็นขอแก้รายละเอียดที่ได้กล่าวในฟ้องไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นนั้นเอง ซึ่งพอถือว่าเป็นเหตุอันควรในการขอแก้ฟ้องชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้และเพิ่มเติมฟ้องนี้ได้

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อุทัย ศุภนิตย์ · จำรูญ โชติรัต · สวัสดิ์ ภู่งาม
Lower court
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสง่า ผลฉาย
ศาลอุทธรณ์ - นายชุ่ม สุนทรชัย
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

Supreme Court Judgment No. 298/2567

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับใน…

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 700426)

ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (2) ระบุว่าในคดีอาญาพนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. และตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ ป…

Supreme Court Judgment No. 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 1264/2563

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเพลงพิพาท 4 เพลง คือ เพลงแสงจันทร์ เพลงเรือน้อย เพลงเจ็บนิดเดียว และ เพลงวันเวลา อันเป็นงานมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โดยในส่ว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up