Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 358/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การซื้อพัสดุอุปกรณ์พิพาท จำเลยได้กระทำก่อนสิ้นปีงบประมาณ2530 โดยจำเลยได้ขอเบิกเงินจากโจทก์ กองคลังของโจทก์เห็นว่าเงินงบประมาณในหมวดเงินตอบแทนใช้สอบและวัสดุไม่มีแล้วจึงแนะนำให้จำเลยเบิกจากเงินบำรุงการศึกษา แต่จำเลยไม่กระทำกลับไปให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของและสำเนาใบส่งของเป็นว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อพัสดุ 42 ครั้ง ในปีงบประมาณ2531 แล้วจำเลยนำพัสดุจัดซื้อมาดังกล่าวนำไปใช้ในหน่วยราชการของโจทก์ครบถ้วน เมื่อตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. 2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ตรี ว่าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินก่อนหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่นและห้ามมิให้จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจนกว่าจะได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว ส่วนมาตรา 26บัญญัติให้ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดของส่วนราชการ กระทำการก่อหนี้ผูกพันหรือจ่ายเงิน หรือโดยรู้อยู่แล้วยินยอมอนุญาตให้กระทำการดังกล่าวนั้นโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือข้อบังคับที่ได้ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ นอกจากความรับผิดทางอาญาซึ่งอาจได้รับตามกฎหมายอื่นแล้ว ผู้กระทำหรือผู้ยินยอมอนุญาตให้กระทำดังกล่าว จะต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่ส่วนราชการได้จ่ายไป หรือต้องผูกพันจะต้องจ่ายตลอดจนค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ให้แก่ส่วนราชการนั้น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ได้ทำการขออนุมัติจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้โดยชอบด้วยระเบียบของทางราชการโจทก์ในปีงบประมาณ 2530 และโจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากพัสดุครุภัณฑ์ที่จำเลยจัดซื้อครบถ้วนแล้ว และการที่จำเลยจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ที่พิพาทตามระเบียบ ของโจทก์และเสนอขอเบิกเงินจากกองคลังของโจทก์ในปีงบประมาณ2530 โดยจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าได้มีการกำหนดงบประมาณไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2530แล้ว และโจทก์ได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว การก่อหนี้ผูกพันของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยชอบ มิได้ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 และมาตรา 26 จำเลยได้จัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ประจำปีงบประมาณ 2530มาใช้ในทางราชการจากร้านค้าต่าง ๆ แต่จำเลยให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของและสำเนาใบส่งของเป็นว่าจำเลยสั่งซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้ในปีงบประมาณ 2531 ไม่เป็นการก่อหนี้ผูกพันขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพราะหนี้มีอยู่แต่เดิมแล้ว จำเลยกระทำการดังกล่าวก็เพียงเพื่อประสงค์จะขอเบิกเงินจากงบประมาณปี 2531ซึ่งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 27 แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยก่อหนี้ผูกพันไม่ชอบตามมาตรา 26 เท่านั้น มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยจ่ายเงินโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 26 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการก่อหนี้ขึ้นใหม่เพื่อผูกพันงบประมาณปี 2531 และการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณปี 2530 ของจำเลยได้กระทำโดยชอบด้วยระเบียบของทางราชการจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินดังกล่าวให้โจทก์ และพัสดุที่จำเลยสั่งซื้อได้นำไปใช้ในส่วนราชการของโจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 420 ป.วิ.พ. Section 142 ป.วิ.พ. Section 172 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 Section 23 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 Section 26 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 Section 27

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจำเลยทั้งสองเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองนอกจากปฏิบัติงานเป็นอาจารย์แล้วยังปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมายคือ จำเลยที่ 1ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้างานพัสดุ มีหน้าที่จัดซื้อจัดหาพัสดุตลอดจนรวบรวมหลักฐานเสนอผู้อำนวยการซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการในการอนุมัติเพื่อเบิกจ่ายด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานอาคารสถานที่กับเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ ระหว่างนั้นจำเลยได้จัดซื้อพัสดุอุปกรณ์ประจำปีงบประมาณ 2530 มาใช้ในทางราชการจากร้านค้าต่าง ๆ รวม 42 ครั้ง เป็นเงิน592,360.50 บาท โดยไม่ทำรายงานเสนอต่อผู้อำนวยการเพื่ออนุมัติให้มีการจัดซื้อเสียก่อน

ปรากฏว่าในปีงบประมาณ2530 นั้นโจทก์ไม่มีเงินงบประมาณที่จะจ่ายให้ผู้ขายในหนี้ผูกพันที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นนั้น ต่อมาในช่วงระยะเวลาของปีงบประมาณ 2531 จำเลยที่ 1 จึงนำใบส่งของทั้ง 42 รายการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ผูกพันดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีงบประมาณ ไปทำการแก้ไขให้ผู้ขายออกใบส่งของลงวันที่ในปีงบประมาณ 2531 และจัดทำบันทึกเสนอขออนุมัติจัดซื้อจัดทำใบเสนอราคาของผู้ขาย และจัดทำใบสั่งซื้อใหม่ประกอบใบส่งของที่จำเลยที่ 1 ทำการแก้ไขและให้ผู้ขายจัดทำขึ้นใหม่มาขอเบิกเงินจากโจทก์ในปีงบประมาณ 2531 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จัดซื้อในปีงบประมาณ 2531 จึงจ่ายเงิน592,360.50 บาท ให้แก่ผู้ขายดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ

พ.ศ. 2502 ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ซึ่งได้ร่วมตรวจรับพัสดุกับจำเลยที่ 1ด้วยรวม 19 รายการ เป็นเงิน 289,154.50 บาท ได้ทำการแก้ไขหลักฐานในการจัดซื้อ โดยจำเลยที่ 2 รู้ว่าพัสดุทั้ง19 รายการนั้น จำเลยที่ 1 จัดซื้อโดยผิดระเบียบ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย และเมื่อระหว่างเกิดเหตุถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อไม่เก็บรักษาพัสดุที่จัดซื้อมาดังกล่าวให้เป็นระเบียบเรียบร้อยปลอดภัยและครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีคุม เป็นเหตุให้พัสดุจำนวน 30 รายการ รวมเป็นเงิน 377,305.50 บาท สูญหายไปอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน618,465.55 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1จำนวน 306,206.69 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 592,360.50 บาท และ289,154.50 บาท ตามลำดับ

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสุดใจ ประถมด้วงภรรยาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน592,360.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อเดียวว่า จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. 2502 มาตรา 26 ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า

การซื้อพัสดุอุปกรณ์พิพาทจำเลยที่ 1 ได้กระทำก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2530 ได้ขอเบิกเงินจากโจทก์ กองคลังโจทก์เห็นว่าเงินงบประมาณในหมวดเงินตอบแทนใช้สอยและวัสดุไม่มีแล้ว ได้แนะนำให้เบิกจากเงินบำรุงการศึกษา แต่จำเลยที่ 1 ไม่กระทำกลับไปให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของสำเนาใบส่งของเป็นว่าจำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อพัสดุ 42 ครั้ง ในปีงบประมาณ 2531ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พัสดุที่จำเลยที่ 1จัดซื้อมาในคดีนี้นำไปใช้ในราชการของวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีซึ่งเป็นหน่วยราชการของโจทก์ครบถ้วน ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 บัญญัติว่า"ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ตรี ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่นและห้ามมิให้จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

จนกว่าจะได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้วรายจ่ายมิได้จำนวนและระยะเวลาการจ่ายเงินที่แน่นอนผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้มีส่วนราชการจ่ายเงินโดยไม่ต้องขออนุมัติเงินประจำงวดก็ได้เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ใช้บังคับแล้วให้สำนักงบประมาณรวบรวมรายการงบประมาณรายจ่าย ซึ่งจะต้องก่อหนี้ผูกพันและวงเงินที่คาดว่าจะต้องก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อ ๆ ไปพร้อมทั้งจำนวนเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับและเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจดำเนินการตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในกรณีที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนและมิใช่กรณีตามวรรคสองหรือวรรคสาม คณะรัฐมนตรีมีอำนาจอนุมัติให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณจ่ายจ่ายเพิ่มเติมก่อนได้รับเงินประจำงวดหรืออนุมัติให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมได้" มาตรา 26 บัญญัติว่า"ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดของส่วนราชการ กระทำการก่อหนี้ผูกพันหรือจ่ายเงิน หรือโดยรู้อยู่แล้วยินยอมอนุญาตให้กระทำการดังกล่าวนั้นโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ หรือระเบียบหรือข้อบังคับที่ได้ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้นอกจากความรับผิดทางอาญาซึ่งอาจได้รับตามกฎหมายอื่นแล้วผู้กระทำหรือผู้ยินยอมอนุญาตให้กระทำดังกล่าว

จะต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่ส่วนราชการได้จ่ายไป หรือต้องผูกพันจะต้องจ่ายตลอดจนค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ให้แก่ส่วนราชการนั้นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือข้อบังคับที่ได้ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ดังกล่าวในวรรคก่อน จะต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำการฝ่าฝืนตามความในวรรคก่อนเช่นกัน เว้นแต่จะแสดงได้ว่าตนได้กระทำไปโดยสุจริตไม่รู้เท่าถึงการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหรือระเบียบหรือข้อบังคับดังกล่าวความในวรรคแรกไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการหรือลูกจ้างซึ่งได้ทักท้วงคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นหนังสือแล้วว่าการที่จะปฏิบัติตามคำสั่งนั้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับ"และมาตรา 27 บัญญัติว่า

"การขอเบิกเงินจากคลังตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณใดให้กระทำได้แต่เฉพาะภายในปีงบประมาณนั้น เว้นแต่(1) เป็นงบประมาณรายจ่ายข้ามปี หรือ(2) เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ หรือที่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีให้เบิกเหลื่อมปี และได้มีการกันเงินไว้ตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังในกรณี (2) ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนปฏิทินของปีงบประมาณถัดไป เว้นแต่มีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินจากคลังภายหลังเวลาดังกล่าว ก็ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นกรณี ๆ ไป" เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการขออนุมัติจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้โดยชอบด้วยระเบียบของทางราชการโจทก์ในปีงบประมาณ 2530 และโจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากพัสดุครุภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 จัดซื้อครบถ้วนแล้วการที่จำเลยที่ 1 จัดซื้อตามระเบียบของโจทก์และเสนอขอเบิกเงินจากกองคลังของโจทก์ในปีงบประมาณ 2530 แสดงว่าจำเลยที่ 1เข้าใจโดยสุจริตว่าได้มีการกำหนดงบประมาณไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ

พ.ศ. 2530แล้ว และโจทก์ได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว การก่อหนี้ผูกพันขอจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยชอบมิได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 และมาตรา 26 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของและสำเนาใบส่งของเป็นว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้ในปีงบประมาณ 2531ไม่ใช่เป็นการก่อหนี้ผูกพันขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพราะหนี้มีอยู่แต่เดิมแล้ว จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวก็เพียงเพื่อประสงค์จะขอเบิกเงินจากงบประมาณปี 2531 แต่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 27เท่านั้นแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ผูกพันไม่ชอบตามมาตรา 26 เท่านั้นมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า

จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 26 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1ไม่เป็นการก่อหนี้ขึ้นใหม่เพื่อผูกพันงบประมาณปี 2531 และการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณปี 2530 ของจำเลยที่ 1 ได้กระทำโดยชอบดังที่วินิจฉัยข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้เงินดังกล่าวให้โจทก์ และข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้นว่า พัสดุที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อในคดีนี้ได้นำไปใช้ในราชการของวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีอันเป็นส่วนราชการของโจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ขณะจำเลยที่ 2 ลงนามตรวจรับพัสดุ19 รายการ เป็นเงิน 289,154.50 บาท โดยไม่มีพัสดุให้ตรวจสอบเพราะพัสดุดังกล่าวได้ส่งมอบให้โจทก์ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2530 แล้วและจำเลยที่ 1 ได้เก็บรักษาโดยจัดทำบัญชีคุมพัสดุแล้วการกระทำของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าร้านค้าเป็นผู้ขายพัสดุให้โจทก์ในปีงบประมาณ 2531 เป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินไปเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 ก่อหนี้ผูกพันโจทก์โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ

พ.ศ. 2502 มาตรา 26 จำเลยที่ 2ต้องรับผิดด้วย เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 26 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องชดใช้เงินให้โจทก์โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้พัสดุที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสูญหายไปเป็นเงิน 373,305.50 บาทต้องชดใช้ให้โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า พัสดุที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมานั้นได้นำไปใช้ในราชการของวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยราชการของโจทก์ครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4269/2565

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.ว…

Supreme Court Judgment No. 8342/2552

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท พ. มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบ เพื่อโจทก์จะได้…

Supreme Court Judgment No. 6406/2550

ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำเสียวจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรั…

Supreme Court Judgment No. 1414/2540

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุถึง อ.มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นคดีนี้เท่านั้นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1…

Supreme Court Judgment No. 6524/2539

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 281 และมาตรา 292 แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวได้โดยจะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว แต่โจทก์ซึ่งเป็…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up