Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 361/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ และถึงแม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที

นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น

ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ

ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์

นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน

ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย

ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Result

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

Matter details

Panel of judges
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์ · จักษ์ชัย เยพิทักษ์ · เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
Lower court
ศาลจังหวัดเดชอุดม - นายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวันชัย บัวเทียน
Supreme Court black case no.
อ.1258/2562
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 298/2567

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับใน…

Supreme Court Judgment No. 911/2566

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎี…

Supreme Court Judgment No. 952/2563

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องข…

Supreme Court Judgment No. 2580/2563

คำว่า "ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน" ตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึงการเป็นภริยาหรือสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ…

Supreme Court Judgment No. 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up