Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2521 (ref. 36973)

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็คเป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากธนาคาร และจำเลยได้เงินจากธนาคารไปโดยธนาคารสั่งจ่ายเงินให้จำเลยเองดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้องไม่แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้ สำนวนแรกการที่จำเลยปลอมลายมือชื่อ ย. ลงในใบถอนเงินนำไปใช้แสดงต่อธนาคาร จนธนาคารสั่งจ่ายเงินแล้ว จำเลยก็ยังรับเงินจำนวนนั้นไปไม่ได้เพราะจำเลยไม่ใช่ ย. จำเลยจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นแคชเชียร์เช็คจ่ายตามคำสั่งของ ย. แล้วจำเลยก็ปลอมลายมือชื่อของ ย. สลักหลังลอยในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดก็เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ สำนวนหลังจำเลยปลอมลายพิมพ์นิ้วมือ ร. ในใบถอนเงินนำไปใช้แสดงต่อธนาคาร จนธนาคารสั่งจ่ายเงินและจำเลยนำเข้าบัญชีของ ฮ. ให้ ฮ. สั่งจ่ายเงินสดจำนวนนี้ จำเลยได้เงินจำนวนนี้ไปเป็นความผิดสำเร็จขาดตอนไปแล้ว เมื่อจำเลยนำเงินจำนวนนี้รวมกับเช็คที่ ท. สั่งจ่ายเงินสดไปแลกเป็นแคชเชียร์เช็คจ่ายตามคำสั่งของ ท. แล้วจำเลยปลอมลายมือชื่อ ท. สลักหลังลอยในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของ จำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จอีกตอนหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกัน กล่าวคือสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า ก. จำเลยบังอาจปลอมลายมือชื่อนายย้ง คณะเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากประเภท 12 เดือน เลขที่ 668 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี ลงในใบถอนเงินบัญชีเงินฝาก แล้วจำเลยกรอกข้อความในใบถอนเงินว่านายย้ง คณะเจริญ ขอถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี เป็นจำนวน 900,000 บาทอันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ แล้วจำเลยได้นำใบถอนเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมนี้ไปใช้แสดงต่อพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด

สาขามีนบุรีเพื่อให้พนักงานหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ข. จำเลยได้ให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี ถอนเงินจำนวน 900,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากของนายย้ง คณะเจริญ แล้วนำไปเปลี่ยนแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี จ่ายตามคำสั่งของนายย้ง คณะเจริญ เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท เวลาต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายย้ง คณะเจริญ สลักหลังลอยในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นการปลอมตั๋วเงินแล้วจำเลยได้นำตั๋วเงินปลอมไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 942 ของจำเลยซึ่งเปิดไว้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาบางกะปิ ทำให้พนักงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาบางกะปิ

หลงเชื่อว่าเป็นตั๋วเงินที่นายย้ง คณะเจริญ สลักหลังลอยให้จำเลยจริง ค. เนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวในข้อ ก. และ ข. จำเลยได้บังอาจเอาไปซึ่งทรัพย์สินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาทโดยทุจริต ทั้งนี้ จำเลยใช้อุบายดังกล่าวมาแล้วลักทรัพย์สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ก. จำเลยได้ปลอมลายพิมพ์นิ้วมือของนายรุน จ้อยรุ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี เลขที่ 1045 ลงในใบถอนเงินบัญชีเงินฝาก แล้วจำเลยได้กรอกข้อความลงในใบถอนเงินดังกล่าวว่านายรุน จ้อยรุ่ง ขอถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี เป็นจำนวน 600,000 บาท อันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ แล้วจำเลยได้นำใบถอนเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมนี้ไปใช้แสดงต่อพนักงานของธนาคารกรุงเทพ

จำกัด สาขามีนบุรี เพื่อให้พนักงานหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ข. จำเลยได้ถอนเงินจำนวน 600,000 บาทออกจากบัญชีเงินฝากของนายรุน จ้อยรุ่ง แล้วนำไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 068 ของนายเฮม ลิเซนต์ แล้วจำเลยนำเช็คของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขามีนบุรี มีนายเฮม ลิเซนต์ เป็นผู้สั่งจ่ายเงินสดจำนวน 600,000 บาท กับเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี มีนายทวี ณ เชียงใหม่ เป็นผู้สั่งจ่ายเงินสดจำนวน 200,000 บาท รวมกันเป็นเงิน 800,000 บาท นำไปโอนแลกแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี จ่ายตามคำสั่งของนายทวี ณ เชียงใหม่ เป็นจำนวน 800,000 บาท แล้วจำเลยได้บังอาจปลอมลายมือชื่อนายทวี ณ เชียงใหม่ สลักหลังลอยในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าว

อันเป็นการปลอมตั๋วเงิน แล้วจำเลยได้นำตั๋วเงินปลอมไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 942 ของจำเลยซึ่งเปิดไว้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาบางกะปิ ทำให้พนักงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาบางกะปิ หลงเชื่อว่าเป็นตั๋วเงินที่นายทวี ณ เชียงใหม่ สลักหลังลอยให้จำเลยจริง ค.เนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวในข้อ ก. และ ข. จำเลยได้บังอาจเอาไปซึ่งทรัพย์สินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี จำนวนเงิน 600,000 บาท และทรัพย์สินของนายทวี ณ เชียงใหม่ เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทไปโดยทุจริต ทั้งนี้ โดยจำเลยใช้อุบายดังกล่าวมาแล้วลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 335(11), 91 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2 ให้จำเลยคืนเงิน 900,000 บาท ในสำนวนแรกแก่เจ้าทรัพย์ และคืนเงินในสำนวนหลังจำนวน 600,000 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัด สาขามีนบุรี จำนวน 200,000 บาทแก่นายทวี ณ เชียงใหม่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตจำเลยให้การรับสารภาพทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการทั้งหมดโดยมีเจตนาลักทรัพย์เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 335(11) ให้ลงโทษตามมาตรา 266 ประกอบด้วยมาตรา 268 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยสำนวนละ 3 ปี สองสำนวนรวม 6 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยสองสำนวนรวม 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 1,500,000 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี และคืนเงิน 200,000 บาทแก่นายทวี ณ เชียงใหม่ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกจำเลยสำนวนละ 5 ปี รวมสองสำนวน 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยไว้สองสำนวนรวม 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ได้ความตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็คเป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อจะให้ได้เงินจากธนาคาร และจำเลยได้เงินจากธนาคารไปโดยธนาคารจ่ายเงินให้จำเลยเอง ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้องไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ

ก็ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้ จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและตั๋วเงิน กับใช้เอกสารปลอมเท่านั้นปัญหาเรื่องความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและตั๋วเงินกับใช้เอกสารปลอมจะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่าในสำนวนแรกเมื่อจำเลยปลอมลายมือชื่อนายย้ง คณะเจริญ ลงในใบถอนเงินนำไปใช้แสดงต่อธนาคารจนธนาคารสั่งจ่ายเงินแล้ว จำเลยก็ยังรับเงินจำนวนนั้นไปไม่ได้ เพราะจำเลยไม่ใช่นายย้ง คณะเจริญ จำเลยจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นแคชเชียร์เช็คจ่ายตามคำสั่งของนายย้งคณะเจริญ แล้วจำเลยก็ปลอมลายมือชื่อของนายย้ง คณะเจริญ สลักหลังลอยในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดก็เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนั่นเอง

การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษส่วนในสำนวนหลังเมื่อจำเลยปลอมลายพิมพ์นิ้วมือนายรุน จ้อยรุ่ง ลงในใบถอนเงินนำไปใช้แสดงต่อธนาคารจนธนาคารสั่งจ่ายเงินและจำเลยนำไปเข้าบัญชีของนายเฮม ลิเซนต์ ให้นายเฮม ลิเซนต์ สั่งจ่ายเงินสดจำนวนนี้ จำเลยได้เงินจำนวนนี้ไปเป็นความผิดสำเร็จขาดตอนไปแล้ว เมื่อจำเลยนำเงินจำนวนนี้รวมกับเช็คที่นายทวี ณ เชียงใหม่ สั่งจ่ายเงินสดจำนวน 200,000 บาทไปโอนแลกเป็นแคชเชียร์เช็คจ่ายตามคำสั่งของนายทวี ณ เชียงใหม่ แล้วจำเลยปลอมลายมือชื่อนายทวี ณ เชียงใหม่ สลักหลังลอย ในแคชเชียร์เช็คฉบับดังกล่าวนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย

ก็เป็นความผิดสำเร็จอีกตอนหนึ่ง การกระทำของจำเลยในสำนวนหลังจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาโจทก์ในสำนวนหลังฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 และ 268 ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 โดยวางโทษตามมาตรา 266 จำคุกจำเลย 5 ปี สำนวนหลังจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 กระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 โดยวางโทษตามมาตรา 265 จำคุกจำเลย 3 ปี และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 และ268 อีกกระทงหนึ่งให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 โดยวางโทษตามมาตรา 266 จำคุกจำเลย 5 ปี รวมโทษจำคุก 13 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักทรัพย์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สุวัฒน์ รัตรสาร · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ถนัด ลีลากุล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2521 (ref. 100050)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็ค เป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้…

Supreme Court Judgment No. 3414/2565

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให…

Supreme Court Judgment No. 8490/2552

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมาอันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิ…

Supreme Court Judgment No. 2248/2537

การที่จำเลยลักสมุดคู่ฝากเงินธนาคารของ ว.ไปแล้วปลอมลายมือชื่อของ ว.ลงในใบถอนเงินของธนาคาร และนำสมุดคู่ฝากเงินพร้อมใบถอนเงินไปแสดงต่อพนักงานธนาคารและรับเงินไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้เง…

Supreme Court Judgment No. 5356/2533

จำเลยที่ 1 กับพวกปลอมหนังสือเดินทางและเช็คเดินทางรวม 12 ฉบับแล้วแยกนำไปใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารต่าง ๆ รวม 4 ธนาคารในคราวเดียวกันในแต่ละธนาคาร โดยมีเจตนาเพียงประการเดียวเพื่อฉ้อโกงเงินจากธนาคารแต่ละ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up