Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3729/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้ โดยผู้ร้องต้องแจ้งขอใช้สิทธิหักลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่ผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องได้รับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,316,386.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตอายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากผู้ร้องเป็นเงิน 400,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว

เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีรับจ่ายถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 1,104,237.86 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามหมายบังคับคดี โดยรวมค่าธรรมเนียมอายัดพร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่ส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย แต่ผู้ร้องไม่ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธินำเงินจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปหักกลบลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 6,244,185.80 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องชำระเงิน 1,186,677.02 บาท

พร้อมค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 312 ผู้ร้องแถลงคัดค้านว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่ผู้ร้องจะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ทำให้การหักลบลบหนี้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าผู้ร้องทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างหอพักนักศึกษา 192 ยูนิต ที่โครงการจัดตั้งวิทยาเขตภูเก็ต อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 ซึ่งครบกำหนดสัญญาจ้างในวันที่ 21 สิงหาคม 2540 ในวงเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 44,922,200 บาท จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้ากว่าสัญญา 42 วัน จึงถูกผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,886,732.40 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับการขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 150 วัน และได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดก่อสร้างจำนวน 30 วัน เป็นครบกำหนดสัญญาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 1,347,666 บาท แต่ผู้ร้องยังไม่ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ได้รับการขยายเพิ่มเติมได้

ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 และปรับจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเวลา 139 วัน วันละ 44,922.20 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,244,185.80 บาท จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ครั้นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) และค่าธรรมเนียมอายัด พร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีรวมเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

หากผู้ร้องส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย ผู้ร้องมิได้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดว่าผู้ร้องจะยึดเงินค่าปรับจำนวน 1,347,666 บาท ไว้ชำระหนี้ค่าปรับจำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้อง โดยไม่คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ หรือจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัด สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือ ที่

อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปชำระค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้ โดยผู้ร้องจะต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมกับแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องต้องส่งเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าปรับจำนวน 30 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0407/15192 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เป็นเงิน 1,347,666 บาท ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ของแต่ละฝ่ายถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งแสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก

คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องที่จะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องได้หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินค่าปรับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว

ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/6715 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือตามหนังสือที่ อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่

ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลของการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องรับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 และจำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,866,732.40 บาท โดยมีการหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าก่อสร้างก่อนที่จะมีหมายอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ 30 วัน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ว่า ผู้ร้องเพิ่งจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 หาใช่หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 ดังที่ฎีกาไม่ ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นไต่สวน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · ศุภชัย สมเจริญ · สนอง เล่าศรีวรกต
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

Supreme Court Judgment No. 1748/2540

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรจากการประเมินของโจทก์ซึ่งถึงที่สุดแล้วเป็นจำนวนเงิน 3,094,123.24 บาท ต่อมาโจทก์ตรวจพบและทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาเป็นเงินประมาณ384,610 บาท ซึ่…

Supreme Court Judgment No. 3671/2534

การที่ผู้คัดค้านนำเงินฝากในบัญชีที่พิพาทของจำเลยไปหักชำระหนี้โดยมิได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อทายาทของจำเลย เป็นการหักกลบลบหนี้ที่มิได้แสดงเจตนากับอีกฝ่ายหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 342 จึงไม…

Supreme Court Judgment No. 3515/2532

จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์แล้วหลบหนีไป แม้มีเงินประกันตัวและประกันตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดครองอยู่ แต่การขอหักกลบลบหนี้เป็นสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 จำ…

Supreme Court Judgment No. 2372/2528

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 102 บัญญัติยกเว้นเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341, 342 เท่านั้นว่า หนี้ซึ่งหักกลบลบกันไม่ได้ตาม มาตรา 341, 342 นั้นย่อม หักกลบลบกันได้ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up