Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3755/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อจำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีอากรและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์แล้ว โจทก์มิได้เสียภาษีอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ภาษีอากรที่ประเมินนั้นย่อมเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งจำเลยที่ 8 ในฐานะนายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์ได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ถึงแม้โจทก์จะไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 3 และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร แต่การประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 3 ก็มีผลบังคับตามกฎหมาย หาใช่ว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้ว จะต้องรอฟังผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรก่อนจึงจะถือว่าเป็นภาษีอากรค้างไม่ โจทก์มิได้เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และยังมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ทุเลาการเสียภาษี จำเลยที่ 8ในฐานะนายอำเภอย่อมมีอำนาจที่จะสั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์ เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างได้เพราะไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าเมื่อมีการอุทธรณ์การประเมินและขอทุเลาการเสียภาษีต่ออธิบดีกรมสรรพากร แม้จะล่วงพ้นกำหนดเวลาชำระภาษีอากรแล้ว ก็ให้นายอำเภองดการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เพื่อรอฟังคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรก่อน การที่จะงดหรือไม่งดจึงอยู่ในดุลพินิจของนายอำเภอเพียงแต่นายอำเภอจะต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจมิให้ขัดกับคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งจะมีมาในภายหลัง

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 12 ป.รัษฎากร Section 27 ป.รัษฎากร Section 30 ป.รัษฎากร Section 31 ป.รัษฎากร Section 33

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๒ และหรือจำเลยที่ ๓ ได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายต่อโจทก์เป็นเงิน ๔,๖๕๒,๕๔๙.๐๘ บาท อ้างว่าระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง ๒๕๑๙ โจทก์มีรายรับจากการรับจ้างทำของทั่วไป ขายสินค้าลงบัญชีต่ำกว่าหลักฐาน มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี และแสดงกำไรสุทธิที่ไม่ตรงต่อความจริง มีรายจ่ายซึ่งยังไม่ได้ลงจ่ายและแสดงรายการขายสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่เป็นความจริง ในการทำไม้ ขายไม้ โจทก์ทำตามขั้นตอนของกฎหมายตามระเบียบข้อบังคับ มีผู้ตรวจบัญชีที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารบัญชี นอกจากนั้นบริษัทโจทก์ยังมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ทำการคำนวณและประเมินภาษีผิดไปจากความจริง จำเลยไม่เคยแสดงให้ทราบว่าการคำนวณภาษีอาศัยหลักฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร โจทก์จึงถือว่าโจทก์ไม่มีภาษีอากรค้าง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีต่อจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และแจ้งเรื่องการอุทธรณ์กับแจ้งการทุเลาต่อจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่จนบัดนี้ก็ยังมิได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้แล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๘ ได้ทำการประกาศยึดทรัพย์โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๘ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ไม่มีภาษีอากรค้าง การประกาศยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๘ มีสายงานมาจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ซึ่งไม่มีกฎหมายให้อำนาจเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ต่อมาจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ มีหนังสือถึงโจทก์ว่าไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันและไม่อนุมัติให้โจทก์ทุเลาการชำระภาษีอากร การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงต้องเสียเงินในลักษณะสินเชื่อซึ่งโจทก์ต้องหาเงินจากบุคคลที่สามเพื่อดำเนินกิจการของโจทก์ ทำให้กิจการของโจทก์ต้องหยุดชะงักเพราะหาเงินไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้ขาดความไว้วางใจ ขอคิดค่าเสียหาย ๒๓,๕๘๔,๐๐๗.๑๔ บาท กับค่าเสียหายที่ต้องเสียชื่อเสียงอีก๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาบังคับ จำเลยทั้งแปดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้เสียภาษีอากรค้างตามที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บ สิทธิของโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้ง จำเลยที่ ๘ มีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ที่จะยึดทรัพย์โจทก์ได้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ไม่ใช่นิติบุคคลและไม่อาจเป็นคู่ความได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

จำเลยที่ ๓ ได้ประเมินภาษีถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือกลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยที่ ๘ ยึดทรัพย์โจทก์เพราะโจทก์ละเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระภาษีตามที่จำเลยที่ ๓ ประเมินเรียกเก็บภายใน ๓๐ วัน ภาษีอากรนี้จึงเป็นภาษีอากรค้างซึ่งจำเลยที่ ๘ มีอำนาจประกาศยึดทรัพย์โจทก์ได้ โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงประวิงเวลาในการชำระภาษีให้ถูกต้อง เมื่ออธิบดีกรมสรรพากรยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องคำขอทุเลาของโจทก์ก็ต้องถือว่ายังไม่มีการทุเลา ต่อมาวันที่ ๑ ตุลาคม๒๕๒๔ อธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือยืนยันมาว่าไม่ผ่อนผันให้โจทก์ทุเลาการชำระภาษีจำเลยที่ ๘ ประกาศยึดทรัพย์ของโจทก์เพื่อป้องกันมิให้โจทก์จำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินหรือสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ให้ลดน้อยลง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายค่าเสียหายบางอย่างโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้นเอง ค่าเสียหายที่ต้องเสียชื่อเสียง เสียความเชื่อถือเสียความนิยมหรือค่านิยมไม่สามารถคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่ความเสียหายขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดชี้สองสถาน และพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามลักษณะนี้ ถ้าเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึด และสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากข้าหลวงประจำจังหวัด ฯลฯ" และมาตรา ๒๗ บัญญัติว่า "เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แต่ลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินต้องเสียหรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้น

ๆ กำหนดไว้ ส่วนเงินภาษีอากรที่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสีย ก็ต้องเสียภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากร ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีอากรและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์แล้ว โจทก์มิได้เสียภาษีอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ภาษีอากรที่ประเมินนั้นย่อมเป็นภาษีอากรค้างซึ่งจำเลยที่ ๘ ในฐานะนายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์ได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ถึงแม้โจทก์จะไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ ๓ และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร แต่การประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ ๓ ก็มีผลบังคับตามกฎหมายหาใช่ว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้ว

จะต้องรอฟังผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรก่อนจึงจะถือว่าเป็นภาษีอากรค้างไม่ นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๑ ยังบัญญัติว่า "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรถ้าไม่เสียภาษีอากรในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา ๑๒ เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ฯลฯ" ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และยังมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ทุเลาการเสียภาษีอากร

จำเลยที่ ๘ ในฐานะนายอำเภอย่อมมีอำนาจที่จะสั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์ เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้างได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าเมื่อมีการอุทธรณ์การประเมินและขอทุเลาการเสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร แม้จะล่วงพ้นกำหนดเวลาชำระภาษีอากร แล้วก็ให้นายอำเภองดการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ เพื่อรอฟังคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรก่อนการที่จะงดหรือไม่งดจึงอยู่ในดุลพินิจของนายอำเภอ เพียงแต่นายอำเภอจะต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจมิให้ขัดกับคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งจะมีมาในภายหลังเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ ๘ สั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์แล้วต่อมาอธิบดีกรมสรรพากรก็มีคำสั่งไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะอ้างว่าจำเลยที่ ๘ สั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่ชอบ

เมื่อวินิจฉัยว่าภาษีอากรที่จำเลยที่ ๓ ประเมินและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์เป็นภาษีอากรค้างซึ่งจำเลยที่ ๘ มีอำนาจสั่งยึดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากร โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดเพิกถอนประกาศยึดทรัพย์และใช้ค่าเสียหาย ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ไม่มีภาษีอากรค้างและไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรแก่จำเลยตามที่ประเมินนั้น ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ปัญหาดังกล่าวอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว โจทก์จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐(๒) โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ศักดิ์ สนองชาติ · นิยม ติวุตานนท์ · ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
Lower court
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสุเมธ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ - นายเสรี แสงศิลป์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8296/2543

โจทก์ฟ้องต่อศาลว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ซึ่งไม่มีกฎหมายระบุให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธ…

Supreme Court Judgment No. 6043/2561

โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 โจท…

Supreme Court Judgment No. 5519/2561

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีอากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินแล…

Supreme Court Judgment No. 15345/2558

เอกสารที่โจทก์ยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ที่ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโ…

Supreme Court Judgment No. 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up