คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัท ราชาเงินทุนจำกัด จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกคำสั่งควบคุมบริษัทดังกล่าวแล้วตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นข้าราชการและพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคณะกรรมการควบคุม เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 โดยไม่สุจริตรายงานต่อจำเลยที่ 8 ว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ 8 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น จึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งตั้งคณะกรรมการควบคุมและคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเสียจำเลยทั้งแปดให้การว่า
โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายหรือถูกโต้แย้งสิทธิไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาสมควรวินิจฉัยเป็นอันดับแรกว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการและเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง เป็นการกระทำต่อบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีสิทธิและหน้าที่ต่างหากจากโจทก์ทั้งสอง ผู้ที่ได้รับความเสียหายถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ก็คือบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะดังกล่าวถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายด้วย
อนึ่ง คำฟ้องของโจทก์แสดงชัดว่ามุ่งประสงค์ให้บริษัทราชาเงินทุน จำกัด หลุดพ้นจากคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ได้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ตามเดิม มีผลเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด หรือฟ้องแทนบริษัทราชาเงินทุน จำกัด โดยตรงศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายืน