Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 381/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในชั้นอุทธรณ์โจทก์ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยในเรื่องจุดชนว่าอยู่ในทางเดินรถของจำเลยที่ 2การที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจุดชนอยู่ในทางเดินรถของจำเลยที่ 2จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 47, 157จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 47, 157 เป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 2ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157ที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศแซงรถคันอื่นล้ำเข้าไปในทางของรถจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 หลบไม่ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของจำเลยที่ 1 ขณะที่แล่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและจำเลยที่ 1 ได้รับอันตาายแก่กายสาหัส และศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1นั้นศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยไม่ระมัดระวัง ได้เห็นรถจำเลยที่ 2 ที่ขับแซงสวนทางมาแล้วไม่ชะลอความเร็ว ไม่เหยียบห้ามล้อหยุดรถแอบซ้ายสุด ยังขับต่อไปด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดเฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทด้วย

มีความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้นำสืบว่าจำเลยทั้งสองขับรถสวนทางกันจำเลยที่ 1 ขับรถแซงรถคันอื่นขึ้นไป และจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศแซงรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งขึ้นไปแล้วรถของจำเลยทั้งสองได้เฉี่ยวชนกัน มีเศษกระจกของรถจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในทางของรถจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการตรวจที่เกิดเหตุและแผนที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 จ.2 และมีพนักงานสอบสวนพยานโจทก์มาเบิกความยืนยันว่ามีเศษกระจกของรถจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในทางรถของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้ว่าจุดที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดในทางของรถจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแก้ฎีกาว่าการที่โจทก์ฎีกาในเรื่องจุดชนดังกล่าวอยู่ในทางของรถจำเลยที่ 2ซึ่งโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ไว้ จึงไม่ชอบนั้น

เห็นว่า ในชั้นศาลอุทธรณ์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยในเรื่องจุดชนโดยอ้างว่า เหตุที่รถเกิดชนกันขึ้นมีพยานหลักฐานแสดงว่าได้เกิดขึ้นในทางของรถจำเลยที่ 2 ดังนั้นที่โจทก์ฎีกาว่า จุดที่รถของจำเลยทั้งสองชนกันอยู่ในทางของรถจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยกเว้นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในชั้นศาลอุทธรณ์ ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเหตุที่รถของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้เกิดการชนกันขึ้นนั้น เป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ด้วยโดยขณะเกิดเหตุรถของจำเลยที่ 2 เป็นรถขนาดใหญ่แล่นสวนทางมา

จำเลยที่ 1 ย่อมมองเห็นได้ในระยะไกลและเมื่อเห็นรถของจำเลยที่ 2ล้ำเข้ามาในทางของรถจำเลยที่ 1 ด้วยความเร็ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องระมัดระวังชะลอความเร็วลงให้มากและขับชิดขอบทางด้านซ้ายหรือหยุดแอบข้างทางให้ปลอดภัยเสียก่อนจำเลยที่ 1 หาได้กระทำไม่ ยังขับสวนทางขึ้นไปจึงเกิดเฉี่ยวชนกับรถของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ต้องมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทนั้นได้ความจากนายสุวรรณ พรหมอยู่ประจักษ์พยานโจทก์ว่า คืนเกิดเหตุพยานขับรถตามหลังรถของจำเลยที่ 1 ทิ้งระยะห่างประมาณ 30-40 เมตร โดยใช้ความเร็วประมาณ70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้ความเร็วพอสมควรและได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ชะลอความเร็วแล้วและขับรถชิดซ้ายฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแก่พฤติการณ์ในภาวะของวิญญูชนที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยที่ 1ไม่ได้ประมาท"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชลิต ประไพศาล · เจริญ นิลเอสงฆ์ · อัมพร ทองประยูร
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2981/2568

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ…

Supreme Court Judgment No. 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

Supreme Court Judgment No. 1438/2554

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะไปตามถนนสายเอเซีย 41 เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีการปิดช่องเดินรถเพื่อซ่อมถนน คงเปิดให้รถแล่นสวนทางขึ้นล่องกันได้ด้านละ 1 ช่องทางในทางเดินรถของจำเลยด้านเดียว จำเลยขับ…

Supreme Court Judgment No. 6638/2553

จำเลยฎีกาว่าในวันเกิดเหตุเพื่อนของจำเลยให้จำเลยดื่มยาชูกำลังโดยไม่ทราบว่ามียาเสพติดให้โทษผสมอยู่ เป็นฎีกาในทำนองว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องเป็นการขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่ไม่…

Supreme Court Judgment No. 3284/2552

จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกพ่วงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถช่องซ้ายโดยไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถหรือให้สัญญาณใดๆ ในขณะที่ที่เกิดเหตุมืด เป็นเหตุให้ ค. ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลังไม่สามารถมองเห็นรถยนต์บ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up