Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3870/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามฟ้องเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 177, 264, 265, 268

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง, 264 วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแขวงสงขลาว่า โจทก์ทำสัญญาเงินกู้จากจำเลยและออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลยไว้จำนวน 3 ฉบับ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ศาลวินิจฉัยว่า สัญญาเงินกู้ที่จำเลยนำมาอ้างว่าโจทก์ทำขึ้นในการกู้เงินไปจากจำเลยและออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ให้เป็นเอกสารปลอมและเช็ค 3 ฉบับที่จำเลยนำมาฟ้องให้ศาลลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อค้ำประกันค่าซื้อที่ดินและค่ารถแทรกเตอร์ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย

คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกคือ จำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญาเงินกู้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้ตามสัญญา จำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์ เชื่อว่าเมื่อจำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์วันที่โจทก์ลงชื่อในสัญญาเงินกู้ สัญญาเงินกู้จึงยังไม่ได้กรอกข้อความ การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้ไปกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยดังกล่าว เพราะโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือให้ผู้หนึ่งผู้ใดปลอมเอกสารเงินกู้ เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด

ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมสัญญาเงินกู้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่จำนวน 7,500,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้เกือบครบ ภริยาของโจทก์ยังลงชื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ไว้ด้วย ทำให้เห็นว่าข้อความในสัญญาเงินกู้พิมพ์ข้อความลงไปโดยโจทก์รู้เห็นยินยอมจึงไม่เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยนำไปใช้หรืออ้างไม่เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริง ตามที่ศาลแขวงสงขลาได้วินิจฉัยไว้และคำวินิจฉัยดังกล่าวถึงที่สุดแล้วว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวจะมาโต้แย้งในฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอมอีกไม่ได้

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้อันเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปใช้ในการฟ้องโจทก์ขอให้ศาลลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้หรืออ้างครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำเลยฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอม หนี้ตามสัญญาเงินกู้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่จำเลย และไม่ว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับจะออกให้เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้หรือชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักรก็ล้วนแต่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลแขวงสงขลายืนยันตามฟ้องว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยมิใช่ชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักร เมื่อสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะหากศาลแขวงสงขลาฟังว่าเช็ค 3 ฉบับ โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ศาลแขวงสงขลาอาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า

ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยได้นำเอกสารสิทธิที่ปลอมไปใช้ เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเบิกความ จึงเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะการที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลต้องลงโทษในความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียวฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น..."

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 และไม่เรียงกระทงลงโทษจำเลยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

Matter details

Panel of judges
เอกชัย ชินณพงศ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · วิเชียร มงคล
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3107/2552

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่…

Supreme Court Judgment No. 513/2534

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ 2 กระทงฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ฐานเบิกความเท็จอีก 2 กระทงฐานแจ้งความเท็จกระทงแรกจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารปลอมกับแจ้งความเท็จกระทงหลังให้ลงโทษฐานใช…

Supreme Court Judgment No. 89/2567

คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปร…

Supreme Court Judgment No. 3438/2566

โจทก์แยกฟ้องการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามข้อโดยคำฟ้อง 1.1 และข้อ 1.2 โจทก์ระบุวันเวลากระทำผิดอย่างเดียวกันคือระหว่างวันนี้ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใ…

Supreme Court Judgment No. 3487/2565

จำเลยลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมที่ 3 ห…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up