Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 392/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีเดิมที่โจทก์ฟ้อง น. และจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนการฉ้อฉล เพราะการโอนที่ดินพิพาทของ น. ให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของ น. เสียเปรียบซึ่งผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าวมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทระหว่าง น. และจำเลยที่ 1 ต้องถูกเพิกถอนและ น. ต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายเดิม สิทธิของโจทก์ซึ่งนำมาฟ้องคดีนี้จึงเกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลในคดีก่อนนั้นเอง เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องฟ้องคดีนี้เพื่อให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาคดีก่อน ซึ่งโจทก์ไม่อาจที่จะบังคับคดีในคดีก่อนได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการฉ้อฉล แต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทโดยมิชอบ โดยอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาในคดีก่อน อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ย่อมนำมา ใช้บังคับไม่ได้ แต่เป็นเรื่องการขอให้บังคับตามสิทธิที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษา จึงต้องใช้อายุความตามมาตรา 193/32 คือ อายุความ 10 ปี คดีเดิมโจทก์ฟ้อง น. และจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการโอนซึ่งเป็นการโอนที่ดินพิพาทที่ น. โอนให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งไม่ใช่คู่ความเดียวกันกับคดีเดิมทั้งหมด และที่สำคัญเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 เป็นการโอนคนละรายกัน และประเด็นแห่งคดีไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะคดีเดิมมีประเด็นว่า น. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้จึงไม่ใช่ฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 744/2556 ของศาลชั้นต้น

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 565 เลขที่ดิน 83 ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 565 เลขที่ดิน 83 ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 565 ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 56 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา เดิมเป็นของนางนาง นางนางได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยโจทก์ชำระราคาให้บางส่วนแล้ว แต่นางนางกลับโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร โจทก์จึงฟ้องนางนางและจำเลยที่ 1 เพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 660/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 744/2556 ให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างนางนางกับจำเลยที่ 1 และให้นางนางโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือด้วย

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางนางและจำเลยที่ 1 และให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์เช่นเดียวกัน คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว หลังจากโจทก์วางเงินเพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือไว้ที่ศาลชั้นต้นและนางนางมารับไปจากศาลแล้ว โจทก์ไปติดต่อสำนักงานที่ดินเพื่อรับโอนที่ดินพิพาทแต่ได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 โจทก์เคยฟ้องนางนางและจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง นางนางและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ ศาลแขวงนครสวรรค์พิพากษาลงโทษนางนางและจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า

การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 อันมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 240 หรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องนางนางและจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนการฉ้อฉล เพราะการโอนที่ดินพิพาทของนางนางให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของนางนางเสียเปรียบ ซึ่งผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าวมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางนางและจำเลยที่ 1 ต้องถูกเพิกถอนและนางนางต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายเดิม สิทธิของโจทก์ซึ่งนำมาฟ้องคดีนี้จึงเกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลในคดีก่อนนั้นเอง เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องฟ้องคดีนี้ เพื่อให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาคดีก่อน ซึ่งโจทก์ไม่อาจที่จะบังคับคดีในคดีก่อนได้

เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการฉ้อฉล แต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทโดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจโอนให้จำเลยที่ 2 นั่นเอง และเมื่อคดีเดิมซึ่งเป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกฟ้องในคดีดังกล่าวด้วย แต่เพิ่งมาถูกฟ้องในคดีนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกในคดีเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 238 เนื่องจากจำเลยที่ 2 แม้จะได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต แต่ก็เป็นการได้สิทธิมาในภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีเดิม เพื่อให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางนางกับจำเลยที่ 1 แล้ว โดยโจทก์ฟ้องนางนางและจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 แต่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทไปจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และฎีกาของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากคดีนี้เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจึงต้องใช้อายุความ 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนั้น ตามมาตรา 240 นั้น เมื่อวินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล แต่เป็นการฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาในคดีก่อน อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ย่อมนำมาใช้บังคับไม่ได้ แต่เป็นเรื่องการขอให้บังคับตามสิทธิที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษา จึงต้องใช้อายุความตามมาตรา 193/32 คือ อายุความ 10 ปี นั้นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาต่อไปที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 744/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีเดิมนั้นโจทก์ฟ้องนางนางและจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการโอนซึ่งเป็นการโอนที่ดินพิพาทที่นางนางโอนให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งไม่ใช่คู่ความเดียวกันกับคดีเดิมทั้งหมด และที่สำคัญเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 เป็นการโอนคนละรายกัน และประเด็นแห่งคดีไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะคดีเดิมมีประเด็นว่า นางนางโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่

ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้จึงไม่ใช่ฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 744/2556 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน และฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ชัยรัตน์ ศิลาลาย · ปานนท์ กัจฉปานันท์
Lower court
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายทาย พันธุ์ธิติรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
Supreme Court black case no.
พ.288/2560
Trial court black case no.
พ170/2558
Trial court red case no.
พ1595/2558
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

Supreme Court Judgment No. 18346/2556

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่ ห. กับ ส. สมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ และขอให้เพิกถอนสัญญาระหว่าง ห. กับ ส. และจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นก…

Supreme Court Judgment No. 19883/2555

การเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.…

Supreme Court Judgment No. 1971/2551

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น ไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนที่…

Supreme Court Judgment No. 6514/2550

เจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2544 และการร้องขอให้เพิกถอนการโอนต้องนับถึงวันที่ยื่นคำร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up