Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3920/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเงินที่ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แทนการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ในขณะทำสัญญาแต่ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 หากไม่โอนยินยอมชดใช้เงิน ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 สัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคต แม้เป็นสัญญาค้ำประกันหนี้อันสมบูรณ์ แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ทั้งสองยังคงได้รับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง เพียงแต่ได้รับชำระเป็นจำนวนน้อยกว่าจำนวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงยังเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งความรับผิดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองฝ่ายที่แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,672,906 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"...ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามข้อตกลงที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยใช้แบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงิน แต่ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2 แทนการโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 2 แล้ว โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อเดือนกันยายน 2538 โจทก์ที่ 2 ขอจับกุ้งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเลี้ยงที่อำเภอขนอม หากจับกุ้งคิดเป็นเงินเกิน 600,000 บาท แล้ว ไม่ติดใจที่ดินอีกต่อไป หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้ไปจับกุ้ง ซึ่งจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินประมาณ 700,000บาท ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ที่ 2 ไปจับกุ้งของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้แต่อย่างใดซึ่งเป็นการผิดวิสัย ทั้งไม่ปรากฏว่าได้ขอสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันคืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ" คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ทั้งสองเข้าหุ้นซื้อที่ดินกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินไปหาประโยชน์ทำบ่อกุ้งแต่ฝ่ายเดียวการที่โจทก์ที่ 2 เข้าไปจับกุ้งขายจึงน่าจะเป็นดังที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าจับกุ้งขายเป็นเงิน300,000 บาท เป็นการชดใช้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินที่ซื้อร่วมกันไปหาประโยชน์พยานจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังตามข้อต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2แทนการโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3 ไร่ ภายในวันที่ 31 มีนาคม2539 หากไม่โอนยอมใช้เงิน 2,500,000 บาท ตรงตามที่ระบุหมายเหตุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 800,000 บาท นั้นชอบแล้วส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง กับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินโจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 2 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ได้แม้ในสัญญากู้ยืมเงินจะไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ที่ 2 ก็ตามส่วนสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์นั้น เห็นว่า ข้อความในสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเงินที่ยืมให้แก่จำเลยที่ 1ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แทนการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1ในขณะทำสัญญาแต่ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดิน 3 ไร่ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ภายในวันที่31 มีนาคม 2539 หากไม่โอนยินยอมชดใช้เงิน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ ในขณะทำสัญญาสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้

ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118สำหรับสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 การทำสัญญาค้ำประกันหากจะฟังว่าเพื่อเป็นการประกันการชำระเงิน 2,500,000บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตซึ่งประกันได้ จึงเป็นสัญญาค้ำประกันหนี้อันสมบูรณ์ก็ตามแต่ตามประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์เลยจึงถือได้ว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์และไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังคงได้รับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง เพียงแต่ได้รับชำระเป็นจำนวนน้อยกว่าจำนวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงยังเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งความรับผิดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองฝ่ายที่แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่สั่งให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สำรวจ อุดมทวี · สายันต์ สุรสมภพ · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 9091/2544

ตามบันทึกข้อความเอกสารที่พิพาทมีข้อความว่า วันที่ 2 กรกฎาคม 2530 เรื่อง ขอยืมเงิน และมีข้อความต่อไปว่า ข้าพเจ้านายสวาท ภิรมย์เอี่ยม (จำเลย) ขอยืมเงินป้าเกศินีฯ (โจทก์) เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท (สองหมื…

Supreme Court Judgment No. 41/2541

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงเรื่องขึ้น เงินจำนองถูกอ้างในฐานะเป็นเพียงหลักฐานในการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 อย่างหนึ่งเท่านั้นมิใช่เป็นลักษณะแห่งตราสารการกู้ยืมเงินอันจะ…

Supreme Court Judgment No. 271/2531

เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิใช่สัญญากู้ยืม หากเป็นหลักฐานการกู้ยืมเท่านั้น จึงไม่เข้าข่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118แม้จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็หาต้องด้วยข้อห้ามในการรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่โจทก์ฟ้องขอให้…

Supreme Court Judgment No. 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

Supreme Court Judgment No. 1650/2567

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยล่วงหน้า ได้รับเงินกู้เพียง 45,…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up