Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3950/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้จำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง แต่ทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับมีรอยห้ามล้อของรถยนต์ก่อนถึงจุดชนเป็นระยะทางประมาณ 6 เมตร ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้พยายามหยุดรถยนต์เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดการชนกันขึ้น แต่สาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิดจนเหลือวิสัยที่จำเลยที่ 1จะหยุดรถได้ทัน กรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่บุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นได้ การที่รถทั้งสองคันเกิดชนกันจึงหาได้เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 64จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ปรับ 400 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 200 บาท และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2526 มาตรา 90 จำคุก 1 ปีปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี ปรับ 3,200 บาท แม้จำเลยที่ 2อายุ 17 ปีเศษ ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นควรรอการลงโทษ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) ประกอบมาตรา 157 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกเห็นสมควรรอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าในวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า

หมายเลขทะเบียน 7 ค-7960กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายหนองหัวปลวก-วังจิก มุ่งหน้าไปทางวังจิก เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน พิษณุโลก จ-2129 ซึ่งจำเลยที่ 2 ขับสวนมาแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับด้วยความประมาทจึงเกิดชนกัน เป็นเหตุให้นางสาวเจียม ศรีปาน ซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายส่วนนางสาวสายชล เสรีพงศ์ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับได้รับอันตรายสาหัสอีกทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ต่างก็ได้รับความเสียหาย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายซึ่งพนักงานสอบสวนได้จัดทำไว้ว่า

จุดที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ชนกันอยู่บนผิวจราจรในช่องเดินรถของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ ประกอบกับนายเคียง นิลดา พยานโจทก์ซึ่งเป็นคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียในคดีก็เบิกความว่าพยานเห็นรถยนต์แล่นมาด้วยความเร็วก็คิดว่าจะเกิดการชนกันขึ้น เนื่องจากรถจักรยานยนต์แล่นตัดหน้าเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์ พยานยังได้ร้องตะโกนบอกจำเลยที่ 2 ว่ารถเก๋งมา เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1จะขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงแต่ในทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จากคำเบิกความของนายเคียง ประกอบกับมีรอยห้ามล้อรถยนต์ก่อนถึงจุดชนตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเป็นระยะทางประมาณ 6 เมตร ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้พยายามหยุดรถยนต์เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดการชนกันขึ้น แต่สาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นก็เนื่องจากจำเลยที่ 2ได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด

จนเหลือวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะหยุดรถได้ทันนั่นเองกรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่บุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นได้ การที่รถทั้งสองคันเกิดชนกันจึงหาได้เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ไม่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2981/2568

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ…

Supreme Court Judgment No. 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

Supreme Court Judgment No. 1438/2554

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะไปตามถนนสายเอเซีย 41 เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีการปิดช่องเดินรถเพื่อซ่อมถนน คงเปิดให้รถแล่นสวนทางขึ้นล่องกันได้ด้านละ 1 ช่องทางในทางเดินรถของจำเลยด้านเดียว จำเลยขับ…

Supreme Court Judgment No. 3284/2552

จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกพ่วงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถช่องซ้ายโดยไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถหรือให้สัญญาณใดๆ ในขณะที่ที่เกิดเหตุมืด เป็นเหตุให้ ค. ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลังไม่สามารถมองเห็นรถยนต์บ…

Supreme Court Judgment No. 2429/2548

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up